Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

การใช้ยาในการรักษาโรคหอบหืด

ปัจจุบันนี้จะพบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคต่างๆมากมาย โดยเฉพาะโรคหอบหืดที่มักจะพบเจอผู้ป่วยโรคนี้ได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำกัดอายุซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะผู้ป่วยจะเกิดอาการหายใจติดขัด ในผู้ป่วยบางรายถ้าได้รับยารักษาไม่ทันอาจส่งผลร้ายถึงชีวิตด้วยก็เป็นได้

สาเหตุของการเกิดโรคหอบหืด

โรคหอบหืด เกิดจากการที่ในร่างกายของผู้ป่วยมีภาวะตีบแคบบริเวณหลอดลม อันมีสาเหตุมาจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ช่วงผนังหลอดลม ส่งผลให้อากาศที่จะผ่านเข้าออกบริเวณหลอดลมนั้นทำได้ยากลำบากมากขึ้น นอกจากนั้นยังรับอากาศไม่เพียงพอจึงทำให้เกิดการหายใจถี่มากกว่าเดิม ซึ่งโรคหอบหืดยังสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย

อาการของผู้ป่วยโรคหอบหืด

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอากาศหายใจลำบาก อึดอัด แน่นบริเวณช่วงหน้าอก โดยเฉพาะในช่วงจังหวะที่มีการหายใจออกจะมีเสียงหายใจดัง บางรายอาจถึงขั้นมีอาการไอ เสมหะข้นเหนียว และคันในจมูกแทรกซ้อนร่วมด้วย ส่วนใหญ่แล้วโรคหอบหืดมักจะเกิดในเวลากลางคืนหรือช่วงที่ผู้ป่วยไปสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดอาการแพ้นั่นเอง

ยาสำหรับรักษาโรคหอบหืด สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

  1. ยาควบคุมโรค (Controllers) เป็นยาสำหรับควบคุมโรคผู้ป่วยจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่เกิดอาการ ประกอบไปด้วย ย่าพ่นสเตียรอยด์มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบของหลอดลมได้ เมื่อหลอดลมมีอาการดีขึ้นก็จะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น สุดท้ายอาการหอบก็จะหายไป ยาพ่นสเตียรอยด์จะไม่เกิดผลกระทบกับร่างกายเท่ายากินสเตียรอยด์เพราะขนาดยาที่ใช้จะน้อยมาก
  2. ยาขยายหลอดลมหรือยาสำหรับบรรเทาอาการ (relievers) จะมียาพ่นขยายหลอดลมเบต้าอะโกนิส เช่น ยาเวนโทลิน (Ventolin) และ บริคคานิล (Bricanyl) หรือเม็บติน (Meptin) ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเวลาหอบ โดยจะใช้ได้เฉพาะช่วงมีอาการหอบเท่านั้น แต่อาจเกิดอาการข้างเคียง คือจะมีอาการใจสั่น มือสั่นบ้าง

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหอบหืด มีทั้งแบบที่เป็นยากิน ยาฉีด ยาพ่น ถ้าจะให้เปรียบเทียบว่ายาชนิดไหนถึงจะให้ผลดีที่สุด ก็ต้องยกให้แก่ยาพ่น เพราะเป็นยาที่ใช้เฉพาะที่ จึงเห็นผลได้รวดเร็วประกอบกับปริมาณในการใช้ยาค่อนข้างต่ำมาก จึงทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้น้อยกว่ายากิน ดังนั้นจึงเห็นว่าแพทย์มักจะสั่งยาพ่นให้ผู้ป่วยมากกว่ายาประเภทอื่น

แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยก็ต้องรู้จักดูแลรักษาสุขภาพร่วมไปกับการรักษาด้วยยาที่แพทย์สั่ง คือพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ และควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อจะได้ต้านทานโรคได้