Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

เวชศาสตร์นิวเคลียร์ใช้รักษาอย่างไร

การรักษาด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้น ซึ่งการตรวจด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์คือการตรวจรักษาโรคโดยใช้ประโยชน์จากสารกัมมันตรังสี ด้วยการกินหรือการฉีดเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยหรืออาจนำสารกัมมันตรังสีไปผสมกับยา ที่เรียกกันว่าสารเภสัชรังสีเพื่อเพิ่มเฉพาะเจาะจงในการตรวจอวัยวะนั้นๆ สามารถรักษาโรคมะเร็งและโรคระบบอื่นๆ เช่น การทำงานของหัวใจ การทำงานของไต ระบบประสาทและสมอง ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น การนำสารเคมีในสารเภสัชรังสีมีอันตรายหรือไม่ หากพูดถึงอันตรายของการตรวจด้วยวิธีนี้แทบไม่มีอันตราย เนื่องจากปริมาณของการใช้เข้าสู่ร่างกายมีปริมาณที่น้อยมาก ทำให้ไม่ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ นอกเสียจากคนที่มีอาการแพ้แต่ก็จะออกอาการน้อยมากๆ สารกัมมันตรังสีที่นำมาใช้ในการตรวจเวชศาสตร์นิวเคลียร์คืออะไร เราสามารถแบ่งสารกัมมันตรังสีที่ใช้ในทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ออกได้  2 ประเภท โดยจะแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน คือ ประเภทของการนำภาพมาใช้ในการวินิจฉัยด้วยการใช้สารกัมมันตรังสีที่เป็นรังสีแกมม่าหรือรังสีเอ็กซ์ ที่ให้พลังงานต่ำและใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย จึงทำให้ไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย จะได้แก่เทคนีเชี่ยม-99เอ็ม ประเภทที่ใช้ในการรักษา ด้วยการนำรังสีเข้าไปทำลายเซลล์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น เซลล์มะเร็ง หรือเซลต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น ฉะนั้นจึงใช้สารกัมมันตรังสีที่ให้รังีเบต้าหรือรังสีแอลฟ่า ซึ่งเมื่อเซลล์ร้ายถูกรังสีทั้ง 2 ตัวนี้ในปริมาณที่มากพอเซลล์เหล่านั้นก็จะตาย ซึ่งสารกัมมันตรังสีที่ใช้จะเป็นไอโอดีน-131  (l-131) การใช้สารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 จะทำให้เกิดอันตรายหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วการใช้สารไอโอดีน-131 จะใช้ในการรักษาโรคบางชนิดอย่าง ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ, มะเร็งไทรอยด์ หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ สาเหตุที่นำไอโอดีน-131 มารักษาโรคนั้นเพราะสารนี้จะปล่อยรังสีเบต้าออกมา ซึ่งเมื่อรังสีเบต้าไปโดนเซลล์ต่อมไทรอยด์ เซลล์ต่อมไทรอยด์ก็จะตายทำให้หายจากอาการต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้ ทั้งนี้ในรังสีเบต้าจะไม่เกิดอันตรายต่อคนรอบข้าง  แต่ถ้าหากว่าผู้ป่วยรับประทานสารรังสีไอโอดีน-131 ในปริมาณมาก เช่นผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ ก็จะมีการสะสมรังสีแกมม่าในตัวผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก จึงอาจเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง […]

X-ray (Radiography) ในทางการแพทย์มีประโยชน์อย่างไร

x-ray หรือรังสีเอกซ์ เป็นรังสีที่ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค ถูกจัดอยู่ในรังสีประเภทไอออนไนซ์ โดยจะนำมาถ่ายภาพอวัยวะต่างๆที่แพทย์มีข้อสงสัยว่าอาจจะเกิดโรค ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะบริเวณนั้นได้ เอกซเรย์ธรรมดาต่างกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์อย่างไร เอกซเรย์ธรรมดา จะส่งภาพจากการตรวจออกเป็น 2 มิติ คือ กว้าง และยาว  โดยมีข้อจำกัดคือไม่สามารถระบุความลึกของภาพได้รวมทั้งภาพที่ได้จะเป็นภาพรวมของทั้งอวัยวะ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีการซับซ้อนกว่าการใช้เอกซเรย์ธรรมดามาก อย่างเช่น ภาพที่ได้จะเป็นภาพ 3 มิติ และยังสามารถถ่ายภาพอวัยวะออกเป็นแผ่นได้หลายสิบแผ่นจึงทำให้แพทย์สามารถที่จะวินิจฉัยได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น แน่นอนอยู่แล้วว่าการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ให้ผลดีกว่าก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเป็นสิบเท่า แพทย์จึงมักจะเริ่มต้นด้วยการเอกซเรย์ก่อน หากเมื่อเอกซเรย์ธรรมดาแล้วยังไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ แพทย์จึงจะพิจารณาเลือกใช้การตรวจด้วยเอกซเรย์เป็นลำดับถัดไป ประโยชน์ของการเอกซเรย์ ในทางการแพทย์เอกซเรย์สามารถนำไปใช้ตรวจภาพของเนื้อเยื่อ/อวัยวะได้ทุกส่วนของร่างกาย และตรวจได้ทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งถือว่าให้ประโยชน์อย่างมากต่อการรักษาเพราะแพทย์จะได้นำไปใช้ในการหาแนวทางรักษาโรคได้ตรงกับอาการมากที่สุด และเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ การเอกซเรย์ส่วนใหญ่จะนิยมตรวจ เอกซเรย์ปอด (ดูโรคของปอด, หัวใจ, ช่องปอด, กระดูกซี่โครง) และเอกซเรย์กระดูก,ฟัน ( ดูโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและฟัน โดยเฉพาะภาวะการเกิดกระดูกหัก) เอกซเรย์มีโทษต่อร่างกายอย่างไร ถึงแม้การเอกซเรย์จะมีประโยชน์แต่ก็มีผลเสียเช่นเดียวกัน เพราะการเอกซเรย์มีรังสีที่มีพลังงานได้หลายระดับและทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของเซลล์ได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณและพลังงานที่เซลล์ได้รับจากการเอกซเรย์ด้วย เช่นเซลล์ตัวอ่อนของทารกในครรภ์ อาจส่งผลให้เกิดการแท้ง หรือ พิการได้ รวมทั้งเซลล์ของเด็กเล็กที่มีความไวต่อรังสีเอกซ์เป็นพิเศษ ยิ่งถ้าได้รับการเอกซเรย์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีความเป็นไปได้ว่าจะทำให้เซลล์ที่ได้รับรังสีกลายเป็นเซลล์มะเร็ง/โรคมะเร็ง เช่นกัน ฉะนั้นแพทย์จะใช้ดุลยพินิจให้เอกซเรย์ได้ก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าจำเป็นต่อผู้ป่วยเท่านั้น เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องเอกซเรย์ […]

Ultrasound มีประโยชน์อย่างไร

ปัจจุบันเครื่องไม้ เครื่องมือทางการแพทย์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้สามารถตรวจรักษาโรคต่างๆได้ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น การเอกซเรย์, การอัลตร้าซาวนด์ เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าอัลตร้าซาวด์มีประโยชน์ในการช่วยตรวจรักษาโรคอย่างไรบ้าง อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) หรือวิธีการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นการตรวจที่ไม่มีอันตรายต่อผู้ที่ได้รับการตรวจเพราะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งมีความปลอดภัยเป็นอน่างมาก ดังนั้นการตรวจอัลตร้าซาวด์จึงมักนิยมใช้ตรวจในสตรีที่ตั้งครรภ์เพื่อดูภาพความสมบูรณ์ของทารกที่อยู่ภายในครรภ์ ซึ่งในการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสามารถแบ่งการออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ใช้เพื่อการวินิจฉัย และ เพื่อการรักษา การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic ultrasound หรือ sonography หรือ ultrasonography) เป็นการนำคลื่นเสียงมาสร้างภาพของอวัยวะรวมทั้งโครงสร้างภายในของร่างกายเพื่อช่วยในการวินิจฉัยภาวะทางการแพทย์ ภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการตรวจนั้นจะถูกเรียกว่า sonograms ส่วนขั้นตอนการตรวจผู้ที่รับการตรวจจะนอนอยู่บนโต๊ะตรวจโดยให้ส่วนของร่างกายที่ต้องการจะตรวจเห็นได้เด่นชัดขึ้น หลังจากนั้นแพทย์หรือนักเทคนิคจะทาเจลตรงจุดที่จะตรวจเพื่อช่วยส่งคลื่นเสียงผ่านเข้าสู่ผิวหนังบริเวณที่ต้องการจะให้แสดงภาพ ก่อนที่จะนำเครื่องมือ transducer วางลงไปบนผิวหนังที่มีการทาเจลไว้แล้ว เครื่องมือนี้ก็จะส่งคลื่นเสียงความถี่สูงสะท้อนเนื้อเยื่อและอวัยวะกลับออกมา คลื่นจะวิเคราะห์สะท้อนและแปลงมาเป็นภาพแสดงบนหน้าจอ แพทย์ก็จะนำภาพที่ได้มาใช้ในการวินิจฉัยโรคเพื่อหาทางรักษา อาทิเช่น ประเมินพร้อมระบุสาเหตุของอาการปวด บวม และการติดเชื้อ ตรวจหาเนื้องอก ช่วยในการทำหัตถการที่อันตราย เช่น การใช้เข็มเจาะตัดชิ้นเนื้อและการใช้ยาสลบที่ต้องใช้เข็ม ตรวจหาความผิดปกติของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการรักษา หากใช้วิธีนี้จะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ วิธีการนี้มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้รักษาเป็นสำคัญ ซึ่งการที่เลือกใช้วิธีนี้รักษา ประกอบด้วย สลายนิ่วขนาดใหญ่ทั้งที่อยู่ในไตและในถุงน้ำดี ทำลายเนื้องอกในมดลูกที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง ทำความสะอาดฟัน สลายต้อกระจกในดวงตา นำมาใช้ในการทำกายภาพบำบัด […]

“Radiology” คืออะไร

Radiology หรือ รังสีวิทยาซึ่งเป็นสาขาทางการแพทย์ที่เป็นสาขาเฉพาะทาง ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างภาพในรูปแบบต่างๆของร่างกายเพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคโดยอาศัยเครื่องมือพิเศษที่เป็นเฉพาะในทางการแพทย์ด้วยการใช้รังสีเอกซ (X-Ray) รังสีแกมมา (Gamma ray) จากสารกัมมันตภาพรังสีคลื่นเสียง, คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound), คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Nuclear Magnetic Resonance Imaging ) ในการรักษา เป็นต้น คนที่เรียนจบทางด้านนี้จะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาที่เรามักจะเรียกกันว่า “รังสีแพทย์” ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องการวินิจฉัยโรคด้วยการวิเคราะห์จากภาพวินิจฉัย (imaging) อาทิเช่น การเอกซเรย์, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT), อัลตราซาวด์, คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI), เพ็ท (PET) ดังนั้นวิธีการรักษาโรคด้วยการใช้ภาพวินิจฉัยนำทางอาจไม่จำเป็นต้องต้องผ่าตัดเสมอไป สาเหตุเพราะภาพวินิจฉัยบางชนิดจะใช้รังสีเอ็กซ์ในการสร้างภาพ จึงอาจกล่าวได้ว่ารังสีแพทย์จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักและต้องมีความเข้าใจมากเพราะต้องรู้ขั้นตอนในการปรับรังสีเอ็กซ์ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย รวมทั้งต้องวางแนวทางในการป้องกันรังสีเอ็กซ์อีกด้วย ซึ่งคนที่จะมาเป็นรังสีแพทย์ได้ต้องจบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต เหมือนกับแพทย์สาขาอื่นๆแล้วไปฝึกวิชาความรู้เกี่ยวกับระบบสาธารณสุขในสถานพยาบาล    1 – 3 ปีก่อนที่จะเข้ามาเรียนต่อเฉพาะทางด้านรังสีวิทยาอีก 3 ปี เพื่อที่แพทยสภาจะได้มอบวุฒิบัตรว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิฉัยหรือรังสีวิทยาทั่ว ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีถึงจะเป็นรังสีแพทย์ได้ แต่ถ้าหากรังสีแพทย์ศึกษาต่อเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 – 2 ปี เพื่อที่จะได้รับประกาศนียบัตรสาขาเฉพาะทางในแนวลึก ซึ่งในปัจจุบันนี้มีอยู่หลากหลายสาขาให้เลือกเรียน […]

Magnetic Resonance Imaging คืออะไร

Magnetic Resonance Imaging หรือเรียกย่อๆว่า MRI  คือ เครื่องสำหรับตรวจอวัยวะภายในของร่างกายโดยสร้างภาพออกมาได้เสมือนจริง ซึ่งใช้หลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูง ร่วมกับเคลื่นวิทยุพลังงานสูง ในการสร้างเป็นภาพ ทำให้ได้รายละเอียดและภาพความคมชัด ส่งผลให้แพทย์สามารถที่จะมองเห็นจุดที่เกิดการผิดปกติของอวัยวะต่างๆได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และไม่ทำให้ผู้ที่ได้รับการตรวจเกิดอันตรายใดๆ การตรวจด้วย MRI ต่างจาก CT scan อย่างไร ความแตกต่างของทั้งสองประเภทคือการใช้รังสีคนละชนิดกัน MRI เป็นคลื่นแม่เหล็กและคลื่นวิทยุ แต่ CT scan เป็นการใช้รังสีเอ็กซ์ ส่งผลต่อเรื่องการให้ภาพ จะมีลักษณะแตกต่างกันในบางอวัยวะ/เนื้อเยื่อ ซึ่ง MRI จะให้ความละเอียดสูงและได้ผลที่แม่นยำกว่า แต่ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการตรวจก็จะสูงตามไปด้วย ดังนั้นความเหมาะสมในการเลือกตัว MRI หรือ CT scan จะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก ข้อดีของการตรวจ MRI สามารถตรวจได้ทั้งตัวโดยที่ไม่ต้องเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนท่าทางของผู้ป่วย มีคุณสมบัติพิเศษในการจำแนกเนื้อเยื่อที่แตกต่างกันได้หลายแบบ แลละตรวจความผิดปกติในระยะเริ่มต้นได้ ปราศจากรังสีเอ็กซ์ที่จะเกิดอันตรายต่อร่างกาย ฉะนั้นจึงสามารถตรวจในหญิงที่ตั้งครรภ์ได้ในช่วง 6 – 9 เดือน หากแพทย์วินิจฉัยว่ามีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม แต่ควรหลีกเลี่ยงการตรวจในระยะการตั้งครรภ์ช่วง 3 เดือนแรก ตรวจได้ละเอียดถึงเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ภายในกระดูก สามารถตรวจหาเนื้องอกหรือมะเร็งเบื้องต้นได้ […]

อันตรายจาก “โรคเส้นเลือดขอด”

เชื่อได้เลยว่าสาวๆหลายคนคงจะเคยได้ยินว่าถ้าใส่ส้นสูงบ่อยๆจะทำให้เกิดเส้นเลือดขอดที่บริเวณน่องได้ เพราะเกิดจากเกร็งเวลาเดินและเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้ดูขาไม่สวยงาม ซึ่งวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันว่าสาเหตุที่แท้จริงของเส้นเลือดขอดเกิดจากอะไรคะ โรคเส้นเลือดขอด (Varicose Veins)  คือการเกิดภาวะที่ผิดปกติของหลอดเลือดดำที่อยู่บริเวณเท้า ซึ่งในบริเวณนี้จะมีเส้นเลือดสองเส้นอยู่ที่ผิว ศัพท์ทางการแพทย์จะเรียกว่า “Superficial vein” ทำหน้าที่ในการนำเอาเลือดจากผิวหนังส่งไปยังหลอดเลือดดำที่ลึกลงไป (deep vein) เพื่อนำเลือดย้อนกลับเข้าสู่หัวใจ ในจังหวะที่มีการส่งเลือดเข้าสู่หัวใจนั้น จะมีการบีบตัวของกล้ามเนื้อเพื่อให้เลือดตรงต้นขาไหลเข้าสู่เส้นเลือดดำใหญ่ที่อยู่บริเวณท้อง ในจุดนี้จะมีลิ้นกลั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับลงไปได้ ลิ้นส่วนนี้แหล่ะคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะ “เส้นเลือดขอด” หากกรณีที่ลิ้นมีปัญหา ไม่สามารถที่จะกักเลือดส่งขึ้นไปได้หมด ปล่อยให้มีการย้อนกลับลงมา จะทำให้เลือดตกค้างในหลอดเลือดดำที่ขา ส่งผลให้เกิดอาการโป่งพองที่ขาสังเกตเห็นได้จากภายนอก ลักษณะอาการของเส้นเลือดขอด คือ ไม่แสดงอาการให้เห็น : ส่วนมากจะเป็นคนที่ระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของเส้นเลือดสีดำปูดโปนใต้ผิวหนังอย่างชัดเจนก็จะรีบเข้าไปพบแพทย์ทันที อาการระยะแรกจะปรากฎที่น่อง : บางรายจะเกิดอาการเมื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ หรือรู้สึกเมื่อยหากต้องยืนเป็นเวลานาน และจะเริ่มอาการหนักขึ้นในช่วงสายๆ สังเกตเห็นเส้นเลือดที่บริเวณขา : จะเห็นเป็นหลอดเลือดขนาดเล็กประมาณ 0-5 มิลลิเมตร โยงใยกันเหมือนใยแมงมุม ลักษณะจะเป็นสีม่วงหรือแดง มีอาการเส้นเลือดขอดมานานแล้ว : มักจะพบอันตรายที่เรียกกันว่าเป็นภาวะแทรกซ้อน คือเริ่มเกิดการอักเสบของหลอดเลือดที่ขอด หรือการอุดตันจนเลือดไม่สามารถไหลผ่านเข้าไปได้ ยิ่งถ้ากรณีที่เกิดอุบัติเหตุจะทำให้เส้นเลือดบริเวณดังกล่าวฉีดขาดได้ การรักษา : ในทางการแพทย์จะแบ่งวิธีการรักษาออกหลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ […]

Interventional radiology คืออะไร ???

Interventional radiology หรือ รังสีร่วมรักษาเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วย ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจชนิดพิเศษเฉพาะทางการแพทย์ ส่องเข้าไปในร่างกายเพื่อให้เห็นสภาพพยาธิ หลังจากนั้นก็อาศัยการมองเห็นจากเครื่องมือตรวจพิเศษต่างๆมาใช้เป็นตัวชี้นำเพื่อให้สามารถนำเครื่องมือเล็กๆ เช่น ท่อกลวง (catheter) ,เข็ม หรืออุปกรณ์ใดๆ ไปทำการรักษาพยาธสภาพดังกล่าวให้ได้ผลประหนึ่งเหมือนการผ่าตัด ซึ่งเครื่องมือที่นำมาใช้ในการตรวจพิเศษนี้จะ อาทิเช่น เครื่องตรวจรังสีเอ็กซ์ (x-ray), เครื่องส่องตรวจ (Fluoroscopy-DSI หรือ DSA, เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound – US), เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography -CT), เครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI) เป็นต้น ในปัจจุบันนี้นิยมใช้เครื่องมือ Fluoroscopy, US และ CT มากกว่าเครื่องมือชนิดอื่น เนื่องจากบางเครื่องมือยังมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ และอยู่ในช่วงของการทดลองเป็นส่วนใหญ่ เช่น เครื่อง MRI ใครคือผู้ที่จะมาทำหน้าที่แพทย์รังสีร่วมรักษา ??? แพทย์ที่มีหน้าที่ในการตรวจรักษาโดยเทคนิคของรังสีร่วมรักษา ก็คือ รังสีแพทย์ที่ได้ผ่านการอบรมแพทย์ประจำบ้านในสาขาวิชารังสีวินิจฉัย หรือรังสีวิทยาทั่วไป รวมทั้งต้องได้รับใบวุฒิบัตรหรืออนุบัตรด้วย นอกจากนั้นรังสีแพทย์กลุ่มนี้จะได้รับการเข้าฝึกอบรมเพิ่มเติม […]

Computer Tomography มีความสำคัญอย่างไร ??

ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า Computer Tomography Scan หรือเรียกสั้นๆว่า CT Scan  คืออะไร ซึ่งก็คือการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โดยแพทย์จะทำการฉายรังสีเอกซเรย์เข้าไปตามร่างกายบริเวณที่ต้องการตรวจ แล้วคอมพิวเตอร์จะทำการสร้างภาพแสดงลักษณะอวัยวะภายในร่างกาย เพื่อนำภาพที่ได้มาประกอบการวินิจฉัยหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกายเป็นขั้นต่อไป ซึ่งวิธีการใช้ CT scan นี้จะได้ภาพที่มีความละเอียดสูงกว่าการใช้วิธีเอ็กซเรย์แบบธรรมดาทั่วไปและสามารถนำไปใช้ตรวจอวัยวะภายในร่างกายได้เกือบทุกส่วน CT Scan มีประเภทอะไรบ้าง ??? เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในรูปแบบภาพตัดขวางพื้นฐาน (Convention CT Scan) ซึ่งตัวเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะหมุนเป็นลักษณะวงกลมรอบตัวผู้ป่วย เพื่อที่รังสีเอกซเรย์จะได้ผ่านตัวผู้ป่วย 1 รอบ ทำให้ได้ภาพ 1 ภาพ โดยเตียงจะค่อยๆเคลื่อนไปทีละตำแหน่ง หลังจากนั้นนำภาพที่ได้มาสร้างเป็นภาพตัดขวางของอวัยวะได้ทีละภาพ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบเกลียว (Spiral/Helical CT Scan) ตัวเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะหมุนเป็นวงรอบตัวผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อรังสีผ่านตัวผู้ป่วยจะได้ภาพหลายภาพ ข้อดีของประเภทนี้ก็คือใช้เวลาน้อยกว่าแบบภาพตัดขวางพื้นฐาน ประกอบกับได้ภาพที่มีความแม่นยำสูงกว่าอีกด้วย สาเหตุที่ต้องทำ CT Scan โดยส่วนมากแพทย์จะเป็นผู้แนะนำผู้ป่วยทำ CT Scan เมื่อเจอกรณี ดังนี้ ตรวจและวินิจฉัยอาการป่วย : เช่น การตรวจหาอาการบาดเจ็บหรือความเสียหายของอวัยวะภายใน, ภาวะเกิดมีเลือดออกที่อวัยวะภายใน, การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ, […]

ประโยชน์ของการอัลตร้าซาวด์ช่วงท้อง

การตรวจอัลต้าซาวด์ ก็คือการตรวจโดยอาศัยคลื่นความถี่สูงเกินกว่าความสามารถของหูมนุษย์จะได้ยิน ส่งเป็นคบื่นเสียงผ่านการตรวจไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่ต้องการจะตรวจ เมื่อคลื่นเสียงไปกระทบกับเนื้อเยื่อภายในร่างกายก็จะเกิดการหักเหสะท้อนกลับมาสู่เครื่องตรวจที่แตกต่างกัน จากนั้นเครื่องจะนำคลื่นเสียงที่ได้มาแปลเป็นภาพได้ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ เสมือนการถ่ายรูป จึงมักนิยมมาใช้ในการตรวจช่วงท้อง เช่นตรวจทารกในครรภ์ เป็นต้น ข้อดีของการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่วงท้องทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ก็เพื่อให้แพทย์สามารถเห็นความผิดปกติของอวัยวะที่อยู่ภายใน ซึ่งจะสามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาเกี่ยวกับอะไรบ้าง อย่างเช่น ตับ : ตรวจดูเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งที่มีการแพร่กระจายจากอวัยวะส่วนอื่นมายังตับ ดูขนาดของตับ ดูภาวะผิดปกติ เช่น การเกิดภาวะตับแข็ง ถุงน้ำดี : ตรวจหาถุงน้ำดีว่ามีอาการอักเสบ มะเร็ง และเนื้องอกอื่นๆที่เกิดขึ้นในถุงน้ำดี ท่อน้ำดี : ตรวจดูว่ามีการอุดตันจากนิ่ว หรือมีเนื้องอก มะเร็ง การตีบตัน หรือโป่งพอง ซึ่งสาเหตุอาจมาจากความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ตับอ่อน : ดูว่าเกิดเนื้องอก มะเร็ง ภาวะตับอ่อนอักเสบ หรือตรวจหานิ่วในท่อตับอ่อน ม้าม: ดูขนาดของม้าม และกรณีที่เกิดอุบัติเหตุตรวจดูว่ามีการฉีดขาดด้วยหรือไม่ ไต : เพื่อตรวจหานิ่วในเนื้อไต และท่อไต วัดขนาดไตของผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไตวาย ไตอักเสบอันเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ตรวจดูความผิดปกติของอวัยวะบริเวณอุ้งเชิงกราน มดลูก […]

เทคโนโลยีใหม่ในการรักษา

Categories :Uncategorized

Lapband-blog มีการรักษาโดยการใช้คลื่นเสียง หรือคลื่นที่คล้ายกับคลื่นวิทยุ ซึ่งเราประสบความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยให้หายขาดได้แล้ว และเราจะไม่หยุดพัฒนา วิธีการรักษา พร้อมกับคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับผู้เชี่ยวชาญทางการรักษาให้มากยิ่งขึ้น