Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

การถ่ายภาพด้วยคลื่นวิทยุสำหรับเด็ก

ปกติแล้วการตรวจโรคที่เกี่ยวข้องกับเด็กจำเป็นต้องใช้การตรวจที่ได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุดโดยเฉพาะกับเด็กเล็ก เพราะนอกจากเด็กเหล่านี้จะยังไม่เข้าใจในการสื่อสารที่ชัดเจนแล้วอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเด็กเองก็ยังไม่เจริญเติบโตมากพออย่างเต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ที่มีความแข็งแรงมากพอต่อการอดทนในสิ่งต่างๆ เพราะฉะนั้นหากมีความรุนแรงมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งการตรวจคลื่นวิทยุหรือการตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) ก็เป็นการตรวจอีกประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและความพิถีพิถันต่อการตรวจเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยอาการในเด็กเป็นไปอย่างถูกต้องที่สุด การตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ ก่อนการตรวจเด็กทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการตรวจประเภทใดก็ตามจำเป็นต้องมีการซักประวัติหรือซักอาการเสียก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจในแต่ละครั้งจะเป็นการตรวจที่ถูกต้องที่สุด ต้องมีการถามอาการที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น อาการหอบหืด เหนื่อย ขณะขยับตัวหรือทำกิจกรรมต่างๆ หรือหากเด็กเล็กเวลาดูดนมแล้วจะหยุดเป็นพักๆ เป็นต้น ซึ่งการตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ การตรวจทางผนังทรวงอกด้านนอก (Transthoracic echocardiography) จะทำให้เห็นความผิดปกติต่อโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือด ทิศทางการไหลของเลือด ความดันจากในห้องหัวใจและหลอดเลือด ลักษณะการตรวจแบบนี้จะปลอดภัย ไม่มีอาการเจ็บปวด ไม่มีผลกระทบจากคลื่นเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าเด็กจะต้องให้ความร่วมมือสูงด้วยการนอนนิ่งๆ เป็นระยะเวลาครู่หนึ่ง ถ้าหากว่าพบเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือที่ดีจำเป็นต้องมีการให้ยานอนหลับอ่อนๆ ก่อนการตรวจที่สำคัญต้องงดน้ำและอาหารด้วย การตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร (Transesophageal echocardiography) การตรวจประเภทนี้จะทำก็ต่อเมื่อการตรวจทางผนังทรวงอกด้านนอกแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงหรืออาการต่างๆ ไม่ชัดเจน เช่น การดูลิ่มเลือดในหัวใจ รวมไปถึงยังใช้ร่วมกับการทำบอลลูนหัวใจอีกด้วยในกรณีการตรวจลักษณะที่ว่านี้ การเตรียมตัวของเด็กก่อนการเข้าตรวจ งดอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการเข้าตรวจทุกครั้ง หากเป็นเด็กโตหน่อยก็สามารถอธิบายขั้นตอนการตรวจคร่าวๆ ให้ฟังได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมือที่ดีระหว่างการตรวจ สำหรับผู้ป่วยที่เคยมีประวัติได้รับยาละลายลิ่มเลือดต้องมีการติดตามผล PT, PTT ก่อนการตรวจ ส่วนทางพยาบาลเองต้องมีการเตรียมยา อุปกรณ์สำหรับการช่วยชีวิต […]

X-ray (Radiography) คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

เชื่อว่าพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนต้องรู้จักวิธีการวินิจฉัยอาการของโรคด้วยการ X-ray กันเป็นอย่างดี เผลอๆ น่าจะเคยผ่านการ X-ray กันมาแล้วแทบทุกคนด้วยซ้ำ ถือเป็นวิธีทางการแพทย์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ที่สำคัญยังช่วยให้การตรวจสอบเกี่ยวกับอวัยวะภายในต่างๆ เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย แต่คนส่วนมากก็มักจะรู้จักแค่ว่าการ X-ray ก็คือการเข้าเครื่องที่ผ่านรังสีแล้วออกมาเป็นภาพภายในร่างกายของเรา ทว่าจริงๆ แล้วมันยังมีอะไรที่มากมายกว่านั้นเกี่ยวกับเรื่องของการ X-ray ทำความรู้จักกับเรื่องของการ X-ray การ X-ray เป็นการใช้รังสีเอกซ์ซึ่งเป็นรังสีที่ทางการแพทย์ใช้เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคต่างๆ รังสีประเภทนี้จัดอยู่ในรังสีประเภทไอออนไนซ์ เป็นการนำมาถ่ายภาพอวัยวะต่างๆ ที่มีการสงสัยว่าอาจทำให้เกิดโรคส่งผลให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะภายในต่างๆ ตรงนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเราก็เรียกเครื่องถ่ายภาพที่ใช้ถ่ายภาพดังกล่าวว่า เครื่องเอกซเรย์ ทุกวันนี้เครื่องเอกซเรย์ได้มีการพัฒนาที่ก้าวไกลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ปกติแล้วเราจะรู้จักการตรวจเอกซเรย์เป็นการตรวจในรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั่นคือ การเอกซเรย์ทั่วไป ซึ่งการตรวจโรคด้วยการเอกซเรย์นี้มามาอย่างยาวนานมากๆ แล้วตั้งแต่การค้นพบรังสีนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1895 จากฝีมือของนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันนามว่า Wilhelm Conrad Rontgen ส่งผลให้บางประเทศที่ใช้งานรังสีดังกล่าวนี้ก็มักเรียกว่า รังสีเรินแกน ลักษณะการทำงานคือเมื่อเนื้อเยื่อได้รับรังสีเอกซเรย์ก็จะมีการดูดซึมรังสีดังกล่าวเอาไว้ พอมีการถ่ายทอดลงมายังแผ่นฟิล์มก็จะส่งผลให้เกิดภาพบนฟิล์มที่เป็นสีดำ เทา หรือขาวขึ้นมาขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของอะตอมและชนิดของแร่ธาตุในแต่ละเนื้อเยื่อ หากเนื้อเยื่อมีแคลเซียมสูงภาพเอกซเรย์ก็จะเป็นสีขาว เช่น กระดูก แต่ถ้าเนื้อเยื่อมีอากาศก็จะเป็นสีดำ เช่น ปอด หากเนื้อเยื่อที่มีการผสมกันระหว่างอากาศกับแคลเซียมคือกระดูกภาพที่ออกมาก็จะเป็นสีเทาลดหลั่นกันออกไป ลักษณะดังกล่าวที่ว่ามานี้ช่วยให้เราสามารถเห็นความผิดปกติภายในร่างกายได้ชัดเจนมากขึ้นซึ่งแพทย์ก็จะสามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคต่อไปด้วย ปกติแล้วการเอกซเรย์ธรรมดาเป็นการเอกซเรย์พื้นฐานที่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายสามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็น กะโหลก, ฟัน, […]

Ultrasound คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

คำว่า Ultrasound เรามักจะได้ยินกันบ่อยมากๆ เวลาที่มีคนท้องแล้วต้องการรู้ว่าลูกในท้องเป็นอย่างไร แข็งแรงแค่ไหน เพศอะไร เป็นต้น หลายคนเข้าใจว่าการ Ultrasound คือการตรวจเกี่ยวกับเรื่องของคนท้องเพียงอย่างเดียว ทว่าจริงๆ แล้วการตรวจวินิจฉัยด้วยการ Ultrasound ยังมีจุดประสงค์อื่นๆ อีกหลายข้อไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กในท้องแม่เท่านั้น ถือว่าเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญในยุคนี้การ Ultrasound ยังเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่าเดิมอีกด้วย ทำความรู้จักกับเรื่อง Ultrasound Ultrasound หรือบางคนก็เรียกว่า Ultrasonogram, Ultrasonography, Medi Cal ultrasonography, Sonogram, Sonography แล้วแต่คนจะเรียก เป็นการตรวจวินิจฉัยจากการใช้คลื่นเสียงกำลังสูงแล้วสะท้อนขึ้นมาให้เกิดภาพ สามารถทำการตรวจเนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ เพื่อทำให้ได้เห็นถึงความผิดปกติหรือความปกติ ส่งผลให้การวินิจฉัยของแพทย์ทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าการตรวจด้วยการ Ultrasound อาจมีความชัดเจนสู้การเอกซเรย์ การทำ MRI ไม่ได้ แต่จากเหตุผลนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายของการ Ultrasound จะถูกกว่ามาก มีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI เนื่องจากไม่มีรังสีเอกซ์จากคลื่นแม่เหล็ก คลื่นวิทยุ และไม่มีการฉีดสี นั่งจึงส่งผลให้การ Ultrasound มักจะใช้กับการตรวจเด็กทารกในครรภ์ของคุณแม่ทั้งหลาย ที่ถึงแม้ว่าความชัดเจนของภาพจะไม่สูงแต่ก็ไม่ได้ด้อยจนมองไม่ชัดเจน […]

Radiology คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

เทคนิคการรักษาในด้านการแพทย์ปัจจุบันนี้มีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี วิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยมกับบางโรคมาก็คือเรื่องของการใช้รังสี ซึ่งจริงๆ แล้วการใช้รังสีที่ว่านี้ทางการแพทย์เองก็จะมีศัพท์เฉพาะทางเพื่อให้เข้าใจในรายละเอียดต่างๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม คนทั่วไปหากไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันก็อาจไม่รู้จักคำเหล่านี้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนที่เกี่ยวข้องก็คงพอจะคุ้นเคยกับศัพท์เหล่านี้กันบ้างไม่มากก็น้อย โดยถ้าหากเคยได้ยินก็มักจะได้ยินคำว่า Radiology กัน ลองมาทำความรู้จักว่าคำๆ นี้มีความหมายอย่างไรกันแน่ ทำความเข้าใจกับคำว่า Radiology Radiology มีความหมายแบบตรงตัวตามภาษาไทยก็คือ รังสีวิทยา เป็นศาสตร์หรือสาขาวิชาหนึ่งสำหรับทางการแพทย์ที่มีการนำรังสีซึ่งส่วนใหญ่เป็นรังสีประเภทไอออนไนซ์ (Ionizing Radiation ซึ่งทั่วๆ ไปมักจะเรียกกันแบบติดากว่า รังสีเอ็กซ์ หรือ เอกซเรย์ เพื่อใช้สำหรับทำการตรวจวินิจฉัยและช่วยสำหรับการรักษาโรคในบางโรค โดยการแพทย์ทางรังสีวิทยาจะมีการแบ่งออกเป็น 3 หน่วยงานหลักๆ ซึ่งสามารถแยกย่อยออกมาได้ดังนี้ รังสีวินิจฉัย (Diagnostic Radiology) เป็นการแพทย์ที่ทำให้การถ่ายเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่างๆ ด้วยรังสี ปกติแล้วก็จะใช้รังสีเอ็กซ์ อาทิ เอกซเรย์ เอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ หรือในบางกรณีก็มีการใช้รังสีที่นอกเหนือจากรังสีเอ็กซ์ เช่น การทำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI รวมไปถึงการอัลตราซาวด์ นอกจากนี้รังสีวินิจฉัยยังสามารถแบ่งหมวดหมู่ออกไปได้อีก เช่น ประสาทวิทยารังสี รังสีร่วมวินิจฉัย เป็นต้น ขณะที่ในปัจจุบันบางคนก็มีการเรียกแพทย์แผนกนี้ว่า ฉายาเวชศาสตร์ อย่างไรก็ตามแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านรังสีจะเป็นแพทย์เฉพาะทาง เรียกว่า แพทย์รังสีวินิจฉัย […]

เวชศาสตร์นิวเคลียร์คืออะไรและมีประโยชน์ในการรักษาอย่างไรบ้าง

วิทยาการทางการแพทย์สมัยนี้ต้องยอมรับว่าก้าวหน้าไปไกลกว่าเดิมค่อนข้างมากส่วนหนึ่งก็มาจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับความพยายามที่จะนำเสนอและจัดการสิ่งต่างๆ ทางการแพทย์เพื่อหวังให้สามารถช่วยผู้ป่วยและทำให้ชีวิตคนเรายืนยาวได้มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม วิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลาย หนึ่งในวิทยาการทางการแพทย์ที่น่าสนใจก็คือ เวชศาสตร์นิวเคลียร์ หลายคนอาจยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่านี่คืออะไรกันแน่ หากได้ทำความเข้าใจก็จะทำให้รู้ถึงรายละเอียดมากขึ้น รู้จักกับเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เวชศาสตร์นิวเคลียร์ เป็นวิทยาการด้านการแพทย์สาขาหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้สารกัมมันตรังสีสำหรับการวินิจฉัยและรักษาโรคบางชนิด อาศัยมาจากการถ่ายภาพอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเพื่อให้แพทย์ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของกายวิภาคของร่างกายและด้านของการทำงาน การตรวจสอบด้านของเวชศาสตร์นิวเคลียร์ถือว่าเป็นการตรวจสอบที่มีความปลอดภัย ไม่เจ็บปวด ช่วยทำให้การวินิจฉัยมีความรวดเร็ว ถูกต้องมากยิ่งขึ้น นิยมนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยจากหลายๆ อาการ เช่น โรคหัวใจ การติดเชื้อในกระดูก โรคเลือดอุดตันในปอด เนื้องอก อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา รวมไปถึงการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนี้การรักษาแบบเวชศาสตร์นิวเคลียร์อาจใช้สำหรับการควบคุมโรค ขณะที่บางกรณีก็ใช้รักษาโรคที่มีเงื่อนไข เช่น มะเร็งต่อมไทรอยด์ ต่อมไทรอยด์ทำงานหนักมากจนเกินไป หรืออาการปวดกระดูกอันเกิดจากการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็งไปยังกระดูก เป็นต้น การถ่ายภาพทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ถูกนำมาใช้สำหรับการตรวจสอบโรคที่มีเงื่อนไขอื่นๆ และโรคเกี่ยวกับเนื้องอก หลอดเลือดโป่งพอง การไหลเวียนของเลือดในเนื้อเยื่อผิดปกติหรือมีไม่เพียงพอ ความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดและการทำงานของระบบอวัยวะที่ไม่เพียงพอต่อระบบ เช่น ข้อบกพร่องในการทำงานของปอด ต่อมไทรอยด์ เป็นต้น เทคนิคเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่ใช้ในปัจจุบันจะประกอบไปด้วย Positron Emission Tomography, Single Photon Emission Computed Tomography, Cardiovascular imaging, Bone scanning นอกจากนี้ยังมีในส่วนของเวชศาสตร์นิวเคลียร์แบบเฉพาะทางที่ถูกให้บริการจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งผ่านการรับรองทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ […]

Magnetic Resonance Imaging (MRI) คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

การตรวจรักษาโรคในยุคสมัยใหม่เรามักจะได้ยินว่าให้ลองตรวจแบบ MRI ดูสิ ว่ามีอาการเป็นอย่างไรกันแน่ ซึ่งหลายคนก็มองว่าการตรวจแบบดังกล่าวคงเป็นการตรวจรักษาที่ดีที่สุด จริงๆ แล้วการตรวจรักษาทุกวิธีการนั้นก็จะมีข้อดีแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าใช้สำหรับการตรวจโรคหรืออาการประเภทไหนมากกว่า เพราะฉะนั้นการตรวจแบบ Magnetic Resonance Imaging (MRI) ก็ถือเป็นการตรวจอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ลองมาทำความรู้จักดูว่าการตรวจแบบนี้คืออะไร ทำความรู้จักกับ Magnetic Resonance Imaging (MRI) Magnetic Resonance Imaging (MRI) เป็นวิธีการตรวจภาพเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่างๆ ประเภทหนึ่งสำหรับช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้งานรังสีเอกซ์ที่จะใช้เฉพาะการตรวจด้วยการเอกซเรย์ การถ่ายภาพเนื้อเยื่อหรืออวัยวะด้วยระบบ Magnetic Resonance Imaging (MRI) จะใช้กระบวนการก่อให้เกิดภายจากระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูงร่วมกับคลื่นวิทยุรังสีพลังงานสูง ส่งผลให้เกิดภาพแตกต่างกันระหว่างเนื้อเยื่อหรืออวัยวะแต่ละประเภท ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่อยู่ในบริเวณเนื้อเยื่อหรืออวัยวะนั้นๆ ส่งผลให้เกิดการเปรียบเทียบจนเกิดขึ้นมาเป็นภาพ ผู้ที่จะเข้าใจเกี่ยวกับผลการตรวจนี้จำเป็นต้องผ่านการเรียนการสอนมาโดยเฉพาะเมื่อเห็นภาพดังกล่าวออกมาแล้วจะรู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ Magnetic Resonance Imaging (MRI) จะเป็นภาพลักษณะสามมิติ สามารถซอยภาพเนื้อเยื่อหรืออวัยวะให้เป็นแผ่นบางๆ ท่าตัดขวางได้เหมือนกับการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทว่าด้วยเทคโนโลยีที่สูงกว่าทำให้ Magnetic Resonance Imaging (MRI) สามารถสร้างภาพได้ทั้งแบบแนวแบ่งซ้ายขวาและแนวแบ่งหน้าหลัง นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบได้คมชัดยิ่งกว่าการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ส่งผลให้การตรวจบางอาการของ Magnetic Resonance Imaging (MRI) […]

Interventional radiology คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

การใช้รังสีทางการรักษาในการแพทย์จัดเป็นวิวัฒนาการด้านการแพทย์อีกแขนงหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถรักษาอาการป่วยของคนไข้ได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หากย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อนคงแทบไม่มีใครเชื่อว่าวิวัฒนาการด้านการรักษาในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่ด้วยความที่มนุษย์เราเองมีความพยายามอย่างแรงกล้าต่อเรื่องของการรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์เอาไว้ การพัฒนาทางการแพทย์จึงค่อยๆ ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบันการพัฒนาทางการแพทย์ก็ก้าวมาไกลสุดๆ แม้ว่าจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทุกโรคแต่ก็ถือว่าช่วยประคับประคองได้เป็นอย่างดี หนึ่งในวิธีการรักษาที่จำเป็นต้องใช้อย่างมากในยุคนี้ก็คือ Interventional radiology ซึงหากบอกแบบนี้หลายคนอาจยังไม่รู้จักแน่นอน เพราะฉะนั้นลองมาทำความรู้จักกันดู ทำความรู้จักกับ Interventional radiology Interventional radiology หมายถึง รังสีร่วมรักษา เป็นลักษณะของการตรวจและวินิจฉัยโรคทางการแพทย์วิธีหนึ่งจากแพทย์ที่มีความสามารถเฉพาะทางสาขารังสีวินิจฉัย หรือรังสีวิทยาทั่วไป ที่เราเรียกกันว่า แผนกเอกซเรย์ การวินิจฉัยโรคทางรังสีร่วมรักษา หรือ Interventional radiology จะใช้การเจาะ การดูดเซลล์เพื่อเป็นการตรวจทางเซลล์วิทยา หรือไม่ก็เป็นกรตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา ทว่าความแตกต่างของแนวทางการตรวจของแพทย์ประเภทนี้ที่ไม่เหมือนกับแพทย์สาขาอื่นก็คือ การตรวจ, เจาะ, ดูดจะอยู่ภายใต้แนวทางของการอัลตราซาวด์, การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ MRI ส่งผลให้ความแม่นยำในการตรวจรักษามีมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว สำหรับการรักษาโรคทางรังสีร่วมรักษา ก็คือ การรักษาโรคด้วยวิธีการสอดสวนท่อขนาดเล็กเข้าไปทางหลอดเลือดดำหรือไม่ก็หลอดเลือดแดงขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและการวินิจฉัยของแพทย์ เพื่อเข้าสู่หลอดเลือดช่องเนื้อเยื่อหรือในบริเวณอวัยวะที่เกิดโรคอยู่ การกระทำดังกล่าวนี้จะทำภายใต้การตรวจเอกซเรย์เช่นเดียวกันซึ่งจะส่งผลให้การตรวจรักษามีความแม่นยำมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เมื่อสอดใส่ท่องได้เรียบร้อยก็จะมีการอัดฉีดยาให้เข้าไปทางท่อนั้นสู่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะดังกล่าวโดยตรงเพื่อให้เกิดการรักษาโรคตามที่ต้องการ อาทิ การรักษาอาการของโรคมะเร็งตับ ไม่ก็เป็นการใส่สารอุดตันหลอดเลือดเส้นนั้นๆ เพื่อให้หลอดเลือดเกิดการอุดตัน แล้วค่อยทำการตัดกรหล่อเลี้ยงก้อนมะเร็ง จากนั้นก้อนเนื้อดังกล่าวก็จะตายลงเพราะขาดเลือด ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคมะเร็งตับ การรักษาอาการที่มีภาวะเลือดออกรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกในลำไส้ใหญ่อย่างรุนแรง หรือแม้แต่การรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองก็ใช้วิธีการนี้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน […]

เรียนรู้เกี่ยวกับการอัลตราซาวด์ช่วงหน้าท้อง

อย่างที่รู้กันดีว่าการอัลตราซาวด์ก็คือการด้วยการใช้คลื่นความถี่สูงด้วยอาศัยหลักการดูดซับและสะท้อนของคลื่นเสียงที่มีความแตกต่างกันระหว่างอวัยวะแต่ละชนิด รวมไปถึงเนื้อเยื่อปกติกับไม่ปกติ จากนั้นจะมีการแปลงเป็นภาพเพื่อแสดงออกมาทางด้านหน้าจอของการแสดงภาพ สำหรับคลื่นเสียงสำหรับการอัลตราซาวด์จะอยู่ในช่วงความถี่สูง 1.5 – 15 MHz คลื่นเสียงดังกล่าวนี้จะถูกส่งออกจากหัวตรวจแล้วผ่านเข้าไปในตัวของผู้ป่วย เมื่อมีการกระทบกับรอยต่อระหว่างตัวกลาง 2 ชนิดที่ระดับความหนาแน่นต่างกันก็จะเกิดการสะท้อนพร้อมกับการทะลุผ่านของเสียงนั่นเอง ทำความเข้าใจกับการอัลตราซาวด์ช่วงหน้าท้อง จริงๆ แล้วการอัลตราซาวด์นี้สามารถทำได้กับอวัยวะหลากหลายในร่างกายของเราที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เช่น ตับ ไต ม้าม ตับอ่อน รังไข่ มดลูก ต่อมลูกหมาก เช่นเดียวกับอวัยวะที่มีเอาไว้บรรจุของเหลวที่อยู่ภายใน อาทิ หัวใจ กระเพาะปัสสาวะ ถุงน้ำดี การตรวจเด็กในครรภ์ เป็นต้น ซึ่งการอัลตราซาวด์ที่ว่านี้จะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ตรวจใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจุบันนอกจากจะมีการอัลตราซาวด์เพื่อวินิจฉัยโรคแล้วยังใช้เป็นเครื่องนำทางสำหรับการดูดเจาะเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาด้วย ปกติการอัลตราซาวด์จะมี 2 ประเภทใหญ่ คือ การตรวจผ่านผิวหนังผู้ป่วยและการตรวจเข้าไปในร่างกาย เช่น การผ่านทางท่อทวาร, ช่องคลอด, เส้นเลือด, ทางเดินอาหาร หรือบริเวณแผลผ่าตัด เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากพูดถึงการอัลตราซาวด์ช่วงหน้าท้องแล้วก็นับว่าเป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยซึ่งเราสามารถศึกษารายละเอียดต่างๆ ได้ดังนี้ การอัลตราซาวด์ช่วงหน้าท้อง Upper abdomen เป็นการศึกษาอวัยวะต่างๆ จากบริเวณท้องส่วนบน เช่น ตับ ม้าม […]

Magnetoencephalography (MEG) คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

วิวัฒนาการทางการแพทย์คือจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราทุกวันนี้มีสุขภาพที่ดีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เราสามารถวิเคราะห์โรคต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้นพร้อมกับหาวิธีการรักษาได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้บางโรคจะยังไม่มีวิธีการรักษาที่หายขาดแต่เราก็สามารถทำให้คนยังมีชีวิตอยู่ได้แม้จะมีโรคนั้นๆ ในร่างกายก็ตาม ซึ่งวิวัฒนาการทางการแพทย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สร้างประโยชน์ให้กับคนบนโลกมนุษย์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เมื่อพูดถึงวิวัฒนาการทางการแพทย์สิ่งหนึ่งที่คนอาจยังไม่รู้จักก็คือสิ่งที่เรียกว่า Magnetoencephalography (MEG) เพราะหากไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการนี้หรือคนที่เคยรับการตรวจด้วยลักษณะแบบนี้จะไม่เคยได้ยินอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นลองมาทำความรู้จักว่า Magnetoencephalography (MEG) คืออะไรกันแน่ ทำความรู้จักกับ Magnetoencephalography (MEG) Magnetoencephalography (MEG) เป็นเทคนิคด้านการสร้างภาพที่วัดสนามแม่เหล็กอันเกิดจากการทำงานทางไฟฟ้าของสมองผ่านตัวอุปกรณ์วัดที่มีความไวสูง เช่น superconducting quantum interference device (SQUID) โดยการทำ Magnetoencephalography (MEG) ช่วยให้เราสามารถวัดการทำงานด้านไฟฟ้าของเซลล์ประสาทได้โดยตรงเมื่อเทียบกับ IMRI ที่จะใช้สำหรับการวัดออกซิเจนในเลือด มีลักษณะความคมชัดทางกาลเวลาที่สูงมาก ทว่ากลับมีความคมชัดทางด้านพื้นที่ที่ต่ำมากเช่นกัน ข้อดีของการวัดสนามแม่เหล็กอันเกิดจากการทำงานของเซลล์ประสาทก็คือสัญญาณมักจะบิดเบือนไปจากเนื้อเยื่อรอบๆ โดยเฉพาะบริเวณกะโหลกและหนังศีรษะน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการวัดสนามไฟฟ้าโดยการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EFG นั่นแสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าสนามแม่เหล็กอันเกิดจากการทำงานทางไฟฟ้าไม่ได้รับผลใดๆ ทั้งสิ้นจากเนื้อเยื่อรอบๆ ศีรษะ หากมีการสร้างแบบจำลองของศีรษะให้สมมุติว่าเป็นเซตของลูกบอลกลมๆ เซตหนึ่ง บอลแต่ละลูกจะถือว่าเป็นตัวนำไฟฟ้าแบบเท่ากันทุกทิศทาง หรือ isotropic homogeneous conductor แต่ในความเป็นจริงแล้วหนังศีรษะไม่ได้มีลักษณะกลมจริงๆ รวมไปถึงมีการนำไฟฟ้าแบบไม่เท่ากันที่เรียกว่า แอนไอโซทรอปิก โดยเฉพาะตรงบริเวณเนื้อขาวกับกะโหลกแม้การนำไฟฟ้าในแบบแอนไอโซทรอปิกจะมีผลที่มองข้ามได้สำหรับ MEG ซึ่งไม่เหมือน […]

Computed Tomography คืออะไรแล้วมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

ถ้าหากบอกว่าวิธีการรักษาโดยต้องใช้ระบบ Computed Tomography คงมีคนที่ทำหน้าสงสัยพร้อมกับสอบถามว่าระบบรักษาดังกล่าวมันเป็นอย่างไรทำไมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แต่ถ้าหากบอกว่านี่คือระบบการรักษา CT Scan หลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน ซึ่งระบบการรักษาดังกล่าวถือว่าเป็นระบบการรักษาที่มีใช้กันมายาวนานได้ในระดับหนึ่งแล้ว ถือว่าเป็นระบบที่สร้างการพัฒนาให้กับวงการแพทย์ได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มาก จึงมาทำความรู้จักกันให้ดีขึ้นกว่าเดิมจะดีกว่า รู้จักกับระบบ Computed Tomography Computed Tomography หรือศัพท์ทางการแพทย์บางที่ก็เรียกว่า X-ray Computed Tomography คือการถ่ายภาพรังสีส่วนตัดด้วยการอาศัยคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็นเทคโนโลยีการใช้ภาพรังสีเอกซ์ที่ต้องมีการอาศัยคอมพิวเตอร์ประมวลผลเพื่อสร้างภาพตัดขวาง มีการกำหนดเฉพาะจุดที่ทำการสแกน สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นส่วนต่างๆ ภายในได้โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดสมอง สำหรับการสร้างภาพสามมิติภายในของวัตถุที่จะนำใช้การประมวลผลในรูปแบบของทรงเรขาคณิตด้วยดิจิตอลจากตัวชุดใหญ่ของภาพเอกซเรย์สองมิติที่ถูกบันทึกรอบแกนหมุนแกนเดียว Computed Tomography ถูกพบมากที่สุดด้วยการนำมาใช้ถ่ายภาพทางการแพทย์ ภาพตัดขวางที่ว่านี้ส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อนำมาทำการวินิจฉัยหรือไม่ก็การรักษาทางการแพทย์ในสาขาต่างๆ จะว่าไปแล้วนับตั้งแต่ช่วงยุค 1970 เป็นต้นมา Computed Tomography ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการถ่ายภาพทางการแพทย์เพื่อเสริมไปกับรังสีเอกซ์พร้อมการบันทึกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางการแพทย์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้มันเองได้ถูกใช้ในการแพทย์แบบป้องกันหรือการตรวจคัดกรองโรค อาทิ CT colonography สำหรับผู้ป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่, การสแกนหัวใจเมื่อเคลื่อนไหวเต็มที่สำหรับผู้ป่วยความเสี่ยงสูงของโรคหัวใจ เป็นต้น ระบบ Computed Tomography สามารถใช้งานได้กับแทบทุกสัดส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นศีรษะ, ปอด, หัวใจ, ช่องท้อง, กระดูกเชิงกราน, แขน, ขา และอื่นๆ […]