Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

ยาสำหรับการรักษาหอบหืด

อาการหอบหืดส่วนใหญ่แล้วมักเป็นอาการที่เกิดจากโรคประจำตัวเป็นหลัก ซึ่งหลายคนก็มองว่าอาการเหล่านี้จะค่อนข้างเป็นอันตรายมากๆ ถ้าหากว่าไม่มีการรักษาให้ถูกวิธี เพราะฉะนั้นการรู้จักยาที่ช่วยในการรักษาโรคหอบหืดประเภทต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่ว่าแม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นแต่ถ้าหากมีคนใกล้ตัวเป็นโรคนี้จะได้รู้จักวิธีการรักษาและการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นมารู้จักกับยาสำหรับรักษาหอบหืดว่ามีประเภทไหนบ้าง ทำความรู้จักกับยารักษาหอบหืด ยาควบคุมหอบหืดระยะยาว – ทำหน้าที่ในการช่วยป้องกันอาการบวมหรืออาการอักเสบของหลอดลม เช่น สเตียรอยด์แบบสูดดม, ยาทีโอฟิลลีน, ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกแบบออกฤทธิ์นาน สเตียรอยด์แบบสูดดมจัดเป็นยาที่ช่วยรักษาอาการได้ดีที่สุดแต่ใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงเห็นผล ต้องใช้ทุกวันแม้ไม่มีอาการหากหยุดเองอาจกลับมากำเริบได้อีกแต่ถ้าพ่นขณะหอบก็ไม่ช่วยเช่นกัน ยาบรรเทาอาการที่เกิดแบบเฉียบพลัน – ใช้เมื่อรู้สึกหอบเพื่อให้อาการลดลงอย่างรวดเร็ว จะช่วยเปิดช่องทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น ลดการบีบตัวของหลอดลม ควบคุมอาการของโรคได้แบบฉับพลัน ออกฤทธิ์เร็วและนาน เช่น สเตียรอยด์แบบฉีด ยาขยายหลอดลม – แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกทั้งแบบเห็นผลช้าและเร็ว, ยาต้านประสาทพาราซิมเทติก และยาทีโอฟิลลีน ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกแบบเห็นผลเร็วเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืดฉับพลัน ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกเห็นผลช้าแต่ยาวนานเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืดต่อเนื่อง อาการหนัก ลดอาการไอและหอบตอนกลางคืนได้ ใช้คู่กับสเตียรอยด์กรณีร่างกายรับสเตียรอยด์ไม่ดีนัก ส่วนยาต้านประสาทพาราซิมเทติกให้ผลช้า ยากลุ่มแทนซีนหรือยาทีโอฟิลลีนมีทั้งช้าและเร็ว ทำให้กระบังลมหดตัวดีชึ้น ขยายหลอดลม ลดการเกร็งกล้ามเนื้อหลอดลม กำจัดเสมหะ ป้องกันหลอดเลือดฝอยแตก ลดเสมหะ ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ – บางทีหอบหืดไม่ได้เกิดจากการหดตัวของหลอดลมแต่มาจากการอับเสบต่อเนื่อง ทำให้มีการพัฒนายาขยายหลอดลมมาเป็นยาแก้อักเสบแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ สูดดม กิน […]

รู้จักกับความผิดปกติของหลอดเลือด (เส้นเลือดขอด)

อาการเส้นเลือดขอดเป็นอาการที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งบางคนก็มองว่าอาจไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรทว่าจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นอาการใดก็ตามหากเกิดขึ้นกับร่างกายย่อมไม่ส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วยกันทั้งสิ้น อาการเส้นเลือดขอดนี้ก็เช่นเดียวกันหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจทำให้ร่างกายเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตได้เช่นเดียวกัน ลองมาทำความรู้จักกับอาการเส้นเลือดขอดรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ที่น่าสนใจว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง รู้จักกับความผิดปกติของหลอดเลือด (เส้นเลือดขอด) อาการเส้นเลือดขอดเป็นภาวะในการมีความผิดปกติของหลอดเลือดดำ ส่วนใหญ่แล้วมักจะหมายถึงความผิดปกติของเส้นหลอดเลือดตรงส่วนขา เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดดำที่ทำให้ผู้มีอาการดังกล่าวต้องมาเข้ารับการรักษาจากแพทย์ โดยหลอดเลือดดำที่ขานั้นเลือดจะถูกลำเลียงกลับไปยังหัวใจด้วยความดันราว 20 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งเลือดในกล้ามเนื้อขาจะเข้าไปตรงหลอดเลือดดำส่วนลึก ในส่วนของเลือดจากผิดหนังกับเนื้อเยื่อที่อยู่รอบนอกก็จะไหลไปตามเส้นหลอดเลือดดำ หากเกิดความผิดปกติจากการรวมกันของหลอดเลือดดำตรงบริเวณนี้จะทำให้เลือดไหลย้อนลงมาตามหลอดเลือดดำส่วนตื้นจนก่อให้เกิดการโป่งขยายตัวของหลอดเลือดดำส่วนปลายซึ่งเราเรียกภาวะดังกล่าวว่า ภาวะหลอดเลือดขอด สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหลอดเลือดขอด จริงๆ แล้วสาเหตุสุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการหลอดเลือดขอดนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายสามารถจำแนกออกมาเป็นรายละเอียดต่างๆ ได้ดังนี้ เมื่อมีอายุมากขึ้นสามารถพบอาการหลอดเลือดขอดได้สูงถึง 70% โดยเฉพาะคนที่อายุ 70 ปีขึ้นไปมีโอกาสพบอาการนี้ได้สูงมาก ผู้ป่วยที่ประวัติครอบครัวเคยมีผู้ที่มีอาการป่วยเป็นหลอดเลือดขอดหรือเส้นเลือดขอด อาการเส้นเลือดขอดหรือหลอดเลือดขอดสามารถพบได้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อาการหลอดเลือดขอดสามารถพบได้ในระหว่างการตั้งครรภ์สืบเนื่องมาจากว่าอาจมีระดับของฮอร์โมนสูงกว่าปกติ ผู้ที่ต้องทำงานด้วยการยืนเป็นเวลานานในแต่ละวัน ทำติดต่อกันนานมากๆ กลุ่มคนที่มีน้ำหนักตัวสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานหรือกลุ่มคนอ้วนนั่นเอง พบมากในประชากรกลุ่มประเทศตะวันตกถึง 12% ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากอาหารที่ทานด้วย การรักษาอาการเส้นเลือดขอด จริงแล้วสามารถทำได้หลายวิธีทั้งการให้คำแนะนำของแพทย์ การใช้ถุงน่องทางการแพทย์ การพันผ้ายึด การฉีดยาเข้าไปยังเส้นเลือดที่ขอด หรือแม้แต่การผ่าตัด ขึ้นอยู่กับอาการของโรคที่เป็นว่าหนักเบาขนาดไหนโดยหมอจะเป็นผู้วินิจฉัย

ความปลอดภัยจากการฉายรังสีให้แก่เด็ก

หากนึกถึงพื้นฐานปกติคนทั่วไปมักจะคิดว่าการฉายรังสีคือการรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากว่าเด็กๆ คงไม่ได้มีอาการป่วยถึงขั้นว่าต้องทำการฉายรังสีเพื่อทำการรักษาอย่างแน่นอน ทว่าจริงๆ แล้วทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถเกิดอาการป่วยที่จำเป็นต้องใช้การฉายรังสีได้ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นปัญหาของการเกิดการฉายรังสีจากเด็กทำให้เกิดข้อสงสัยกับหลายคนมากว่ามีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ลองมาทำความเข้าใจและเรียนรู้รายละเอียดเหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน ความปลอดภัยของเด็กจากการฉายรังสี การฉายแสงหรือที่เรียกว่า รังสีรักษา ถือว่าเป็นรูปแบบการรักษาที่ดีมากๆ สำหรับโรคมะเร็งบางประเภทในเด็ก ส่งผลให้เกิดอัตราการหายขาดจากโรคดังกล่าวนั้นมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้วิธีรังสีรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อหวังผลว่าจะได้หายขาด ทำให้จริงๆ แล้วการฉายรังสีในเด็กจึงไม่เหมือนกับการรักษาด้วยการฉายรังสีในผู้ใหญ่ที่ไม่มีทางเลือกสำหรับการรักษาอื่นใดนอกจากการฉายรังสีเพื่อหวังแค่ยืดอายุให้ยาวนานขึ้นไปอีกแค่นั้นเอง ว่ากันตามความเป็นจริงผลข้างเคียงของการฉายรังสีให้กับเด็กเล็กจะมีมากกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ผลข้างเคียงเบื้องต้นก็คือกระดูกส่วนที่โดนรังสีอาจหยุดการเจริญเติบโตส่งผลให้ความสูงไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น หากว่าเด็กคนดังกล่าวโตได้อย่างเต็มที่แขนขาข้างที่ได้รับการฉายรังสีก็จะสั้นกว่าแขนขาอีกข้างหนึ่ง ส่วนการฉายรังสีที่สมองเพื่อใช้รักษาอาการโรคมะเร็งสมองในเด็กเล็กจะส่งผลให้สมองเกิดการพัฒนาที่ช้ากว่าปกติ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ทางการแพทย์จะมีการพยายามหลีกเลี่ยงการฉายรังสีในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งถ้าบางอาการหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จำเป็นต้องฉายแล้วก็เป็นความคิดเห็นของผู้ปกครองเด็กที่จะต้องมองดูผลดีผลเสียของรังสีต่อเด็กในการรักษาโรคว่าแบบไหนคุ้มกว่ากัน การฉายรังสีที่สมองในเด็กส่วนใหญ่เพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด acute lymphoblastic leukemia เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งกลับมาในน้ำไขสันหลัง การฉายรังสีของโรคนี้จะให้ปริมาณไม่มากแต่ก็ได้ผลดี ไม่ส่งผลเสียต่อสมอง สติปัญญา หรือความสูง ส่วนการฉายรังสีโรคมะเร็งสมองหรือระบบประสาทจะให้ขนาดสูงสุดเท่าที่ร่างกายรับไหว เรื่องของการฉายรังสีมักให้แค่วันละครั้งในปริมาณที่น้อยติดต่อกัน 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งหนึ่งใช้เวลา 5 นาที เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็กมากจนเกินไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้ดีสำหรับการรักษา

การถ่ายภาพด้วยคลื่นวิทยุสำหรับเด็ก

ปกติแล้วการตรวจโรคที่เกี่ยวข้องกับเด็กจำเป็นต้องใช้การตรวจที่ได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุดโดยเฉพาะกับเด็กเล็ก เพราะนอกจากเด็กเหล่านี้จะยังไม่เข้าใจในการสื่อสารที่ชัดเจนแล้วอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเด็กเองก็ยังไม่เจริญเติบโตมากพออย่างเต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ที่มีความแข็งแรงมากพอต่อการอดทนในสิ่งต่างๆ เพราะฉะนั้นหากมีความรุนแรงมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งการตรวจคลื่นวิทยุหรือการตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) ก็เป็นการตรวจอีกประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและความพิถีพิถันต่อการตรวจเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยอาการในเด็กเป็นไปอย่างถูกต้องที่สุด การตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ ก่อนการตรวจเด็กทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการตรวจประเภทใดก็ตามจำเป็นต้องมีการซักประวัติหรือซักอาการเสียก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจในแต่ละครั้งจะเป็นการตรวจที่ถูกต้องที่สุด ต้องมีการถามอาการที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น อาการหอบหืด เหนื่อย ขณะขยับตัวหรือทำกิจกรรมต่างๆ หรือหากเด็กเล็กเวลาดูดนมแล้วจะหยุดเป็นพักๆ เป็นต้น ซึ่งการตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ การตรวจทางผนังทรวงอกด้านนอก (Transthoracic echocardiography) จะทำให้เห็นความผิดปกติต่อโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือด ทิศทางการไหลของเลือด ความดันจากในห้องหัวใจและหลอดเลือด ลักษณะการตรวจแบบนี้จะปลอดภัย ไม่มีอาการเจ็บปวด ไม่มีผลกระทบจากคลื่นเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าเด็กจะต้องให้ความร่วมมือสูงด้วยการนอนนิ่งๆ เป็นระยะเวลาครู่หนึ่ง ถ้าหากว่าพบเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือที่ดีจำเป็นต้องมีการให้ยานอนหลับอ่อนๆ ก่อนการตรวจที่สำคัญต้องงดน้ำและอาหารด้วย การตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร (Transesophageal echocardiography) การตรวจประเภทนี้จะทำก็ต่อเมื่อการตรวจทางผนังทรวงอกด้านนอกแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงหรืออาการต่างๆ ไม่ชัดเจน เช่น การดูลิ่มเลือดในหัวใจ รวมไปถึงยังใช้ร่วมกับการทำบอลลูนหัวใจอีกด้วยในกรณีการตรวจลักษณะที่ว่านี้ การเตรียมตัวของเด็กก่อนการเข้าตรวจ งดอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการเข้าตรวจทุกครั้ง หากเป็นเด็กโตหน่อยก็สามารถอธิบายขั้นตอนการตรวจคร่าวๆ ให้ฟังได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมือที่ดีระหว่างการตรวจ สำหรับผู้ป่วยที่เคยมีประวัติได้รับยาละลายลิ่มเลือดต้องมีการติดตามผล PT, PTT ก่อนการตรวจ ส่วนทางพยาบาลเองต้องมีการเตรียมยา อุปกรณ์สำหรับการช่วยชีวิต […]

X-ray (Radiography) คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

เชื่อว่าพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนต้องรู้จักวิธีการวินิจฉัยอาการของโรคด้วยการ X-ray กันเป็นอย่างดี เผลอๆ น่าจะเคยผ่านการ X-ray กันมาแล้วแทบทุกคนด้วยซ้ำ ถือเป็นวิธีทางการแพทย์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ที่สำคัญยังช่วยให้การตรวจสอบเกี่ยวกับอวัยวะภายในต่างๆ เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย แต่คนส่วนมากก็มักจะรู้จักแค่ว่าการ X-ray ก็คือการเข้าเครื่องที่ผ่านรังสีแล้วออกมาเป็นภาพภายในร่างกายของเรา ทว่าจริงๆ แล้วมันยังมีอะไรที่มากมายกว่านั้นเกี่ยวกับเรื่องของการ X-ray ทำความรู้จักกับเรื่องของการ X-ray การ X-ray เป็นการใช้รังสีเอกซ์ซึ่งเป็นรังสีที่ทางการแพทย์ใช้เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคต่างๆ รังสีประเภทนี้จัดอยู่ในรังสีประเภทไอออนไนซ์ เป็นการนำมาถ่ายภาพอวัยวะต่างๆ ที่มีการสงสัยว่าอาจทำให้เกิดโรคส่งผลให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะภายในต่างๆ ตรงนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเราก็เรียกเครื่องถ่ายภาพที่ใช้ถ่ายภาพดังกล่าวว่า เครื่องเอกซเรย์ ทุกวันนี้เครื่องเอกซเรย์ได้มีการพัฒนาที่ก้าวไกลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ปกติแล้วเราจะรู้จักการตรวจเอกซเรย์เป็นการตรวจในรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั่นคือ การเอกซเรย์ทั่วไป ซึ่งการตรวจโรคด้วยการเอกซเรย์นี้มามาอย่างยาวนานมากๆ แล้วตั้งแต่การค้นพบรังสีนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1895 จากฝีมือของนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันนามว่า Wilhelm Conrad Rontgen ส่งผลให้บางประเทศที่ใช้งานรังสีดังกล่าวนี้ก็มักเรียกว่า รังสีเรินแกน ลักษณะการทำงานคือเมื่อเนื้อเยื่อได้รับรังสีเอกซเรย์ก็จะมีการดูดซึมรังสีดังกล่าวเอาไว้ พอมีการถ่ายทอดลงมายังแผ่นฟิล์มก็จะส่งผลให้เกิดภาพบนฟิล์มที่เป็นสีดำ เทา หรือขาวขึ้นมาขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของอะตอมและชนิดของแร่ธาตุในแต่ละเนื้อเยื่อ หากเนื้อเยื่อมีแคลเซียมสูงภาพเอกซเรย์ก็จะเป็นสีขาว เช่น กระดูก แต่ถ้าเนื้อเยื่อมีอากาศก็จะเป็นสีดำ เช่น ปอด หากเนื้อเยื่อที่มีการผสมกันระหว่างอากาศกับแคลเซียมคือกระดูกภาพที่ออกมาก็จะเป็นสีเทาลดหลั่นกันออกไป ลักษณะดังกล่าวที่ว่ามานี้ช่วยให้เราสามารถเห็นความผิดปกติภายในร่างกายได้ชัดเจนมากขึ้นซึ่งแพทย์ก็จะสามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคต่อไปด้วย ปกติแล้วการเอกซเรย์ธรรมดาเป็นการเอกซเรย์พื้นฐานที่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายสามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็น กะโหลก, ฟัน, […]

Ultrasound คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

คำว่า Ultrasound เรามักจะได้ยินกันบ่อยมากๆ เวลาที่มีคนท้องแล้วต้องการรู้ว่าลูกในท้องเป็นอย่างไร แข็งแรงแค่ไหน เพศอะไร เป็นต้น หลายคนเข้าใจว่าการ Ultrasound คือการตรวจเกี่ยวกับเรื่องของคนท้องเพียงอย่างเดียว ทว่าจริงๆ แล้วการตรวจวินิจฉัยด้วยการ Ultrasound ยังมีจุดประสงค์อื่นๆ อีกหลายข้อไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กในท้องแม่เท่านั้น ถือว่าเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญในยุคนี้การ Ultrasound ยังเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่าเดิมอีกด้วย ทำความรู้จักกับเรื่อง Ultrasound Ultrasound หรือบางคนก็เรียกว่า Ultrasonogram, Ultrasonography, Medi Cal ultrasonography, Sonogram, Sonography แล้วแต่คนจะเรียก เป็นการตรวจวินิจฉัยจากการใช้คลื่นเสียงกำลังสูงแล้วสะท้อนขึ้นมาให้เกิดภาพ สามารถทำการตรวจเนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ เพื่อทำให้ได้เห็นถึงความผิดปกติหรือความปกติ ส่งผลให้การวินิจฉัยของแพทย์ทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าการตรวจด้วยการ Ultrasound อาจมีความชัดเจนสู้การเอกซเรย์ การทำ MRI ไม่ได้ แต่จากเหตุผลนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายของการ Ultrasound จะถูกกว่ามาก มีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI เนื่องจากไม่มีรังสีเอกซ์จากคลื่นแม่เหล็ก คลื่นวิทยุ และไม่มีการฉีดสี นั่งจึงส่งผลให้การ Ultrasound มักจะใช้กับการตรวจเด็กทารกในครรภ์ของคุณแม่ทั้งหลาย ที่ถึงแม้ว่าความชัดเจนของภาพจะไม่สูงแต่ก็ไม่ได้ด้อยจนมองไม่ชัดเจน […]