Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

Magnetoencephalography (MEG) คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

วิวัฒนาการทางการแพทย์คือจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราทุกวันนี้มีสุขภาพที่ดีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เราสามารถวิเคราะห์โรคต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้นพร้อมกับหาวิธีการรักษาได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้บางโรคจะยังไม่มีวิธีการรักษาที่หายขาดแต่เราก็สามารถทำให้คนยังมีชีวิตอยู่ได้แม้จะมีโรคนั้นๆ ในร่างกายก็ตาม ซึ่งวิวัฒนาการทางการแพทย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สร้างประโยชน์ให้กับคนบนโลกมนุษย์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เมื่อพูดถึงวิวัฒนาการทางการแพทย์สิ่งหนึ่งที่คนอาจยังไม่รู้จักก็คือสิ่งที่เรียกว่า Magnetoencephalography (MEG) เพราะหากไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการนี้หรือคนที่เคยรับการตรวจด้วยลักษณะแบบนี้จะไม่เคยได้ยินอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นลองมาทำความรู้จักว่า Magnetoencephalography (MEG) คืออะไรกันแน่ ทำความรู้จักกับ Magnetoencephalography (MEG) Magnetoencephalography (MEG) เป็นเทคนิคด้านการสร้างภาพที่วัดสนามแม่เหล็กอันเกิดจากการทำงานทางไฟฟ้าของสมองผ่านตัวอุปกรณ์วัดที่มีความไวสูง เช่น superconducting quantum interference device (SQUID) โดยการทำ Magnetoencephalography (MEG) ช่วยให้เราสามารถวัดการทำงานด้านไฟฟ้าของเซลล์ประสาทได้โดยตรงเมื่อเทียบกับ IMRI ที่จะใช้สำหรับการวัดออกซิเจนในเลือด มีลักษณะความคมชัดทางกาลเวลาที่สูงมาก ทว่ากลับมีความคมชัดทางด้านพื้นที่ที่ต่ำมากเช่นกัน ข้อดีของการวัดสนามแม่เหล็กอันเกิดจากการทำงานของเซลล์ประสาทก็คือสัญญาณมักจะบิดเบือนไปจากเนื้อเยื่อรอบๆ โดยเฉพาะบริเวณกะโหลกและหนังศีรษะน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการวัดสนามไฟฟ้าโดยการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EFG นั่นแสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าสนามแม่เหล็กอันเกิดจากการทำงานทางไฟฟ้าไม่ได้รับผลใดๆ ทั้งสิ้นจากเนื้อเยื่อรอบๆ ศีรษะ หากมีการสร้างแบบจำลองของศีรษะให้สมมุติว่าเป็นเซตของลูกบอลกลมๆ เซตหนึ่ง บอลแต่ละลูกจะถือว่าเป็นตัวนำไฟฟ้าแบบเท่ากันทุกทิศทาง หรือ isotropic homogeneous conductor แต่ในความเป็นจริงแล้วหนังศีรษะไม่ได้มีลักษณะกลมจริงๆ รวมไปถึงมีการนำไฟฟ้าแบบไม่เท่ากันที่เรียกว่า แอนไอโซทรอปิก โดยเฉพาะตรงบริเวณเนื้อขาวกับกะโหลกแม้การนำไฟฟ้าในแบบแอนไอโซทรอปิกจะมีผลที่มองข้ามได้สำหรับ MEG ซึ่งไม่เหมือน […]

Magnetic Resonance Imaging คืออะไร

Magnetic Resonance Imaging หรือเรียกย่อๆว่า MRI  คือ เครื่องสำหรับตรวจอวัยวะภายในของร่างกายโดยสร้างภาพออกมาได้เสมือนจริง ซึ่งใช้หลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูง ร่วมกับเคลื่นวิทยุพลังงานสูง ในการสร้างเป็นภาพ ทำให้ได้รายละเอียดและภาพความคมชัด ส่งผลให้แพทย์สามารถที่จะมองเห็นจุดที่เกิดการผิดปกติของอวัยวะต่างๆได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และไม่ทำให้ผู้ที่ได้รับการตรวจเกิดอันตรายใดๆ การตรวจด้วย MRI ต่างจาก CT scan อย่างไร ความแตกต่างของทั้งสองประเภทคือการใช้รังสีคนละชนิดกัน MRI เป็นคลื่นแม่เหล็กและคลื่นวิทยุ แต่ CT scan เป็นการใช้รังสีเอ็กซ์ ส่งผลต่อเรื่องการให้ภาพ จะมีลักษณะแตกต่างกันในบางอวัยวะ/เนื้อเยื่อ ซึ่ง MRI จะให้ความละเอียดสูงและได้ผลที่แม่นยำกว่า แต่ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการตรวจก็จะสูงตามไปด้วย ดังนั้นความเหมาะสมในการเลือกตัว MRI หรือ CT scan จะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก ข้อดีของการตรวจ MRI สามารถตรวจได้ทั้งตัวโดยที่ไม่ต้องเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนท่าทางของผู้ป่วย มีคุณสมบัติพิเศษในการจำแนกเนื้อเยื่อที่แตกต่างกันได้หลายแบบ แลละตรวจความผิดปกติในระยะเริ่มต้นได้ ปราศจากรังสีเอ็กซ์ที่จะเกิดอันตรายต่อร่างกาย ฉะนั้นจึงสามารถตรวจในหญิงที่ตั้งครรภ์ได้ในช่วง 6 – 9 เดือน หากแพทย์วินิจฉัยว่ามีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม แต่ควรหลีกเลี่ยงการตรวจในระยะการตั้งครรภ์ช่วง 3 เดือนแรก ตรวจได้ละเอียดถึงเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ภายในกระดูก สามารถตรวจหาเนื้องอกหรือมะเร็งเบื้องต้นได้ […]

Computer Tomography มีความสำคัญอย่างไร ??

ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า Computer Tomography Scan หรือเรียกสั้นๆว่า CT Scan  คืออะไร ซึ่งก็คือการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โดยแพทย์จะทำการฉายรังสีเอกซเรย์เข้าไปตามร่างกายบริเวณที่ต้องการตรวจ แล้วคอมพิวเตอร์จะทำการสร้างภาพแสดงลักษณะอวัยวะภายในร่างกาย เพื่อนำภาพที่ได้มาประกอบการวินิจฉัยหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกายเป็นขั้นต่อไป ซึ่งวิธีการใช้ CT scan นี้จะได้ภาพที่มีความละเอียดสูงกว่าการใช้วิธีเอ็กซเรย์แบบธรรมดาทั่วไปและสามารถนำไปใช้ตรวจอวัยวะภายในร่างกายได้เกือบทุกส่วน CT Scan มีประเภทอะไรบ้าง ??? เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในรูปแบบภาพตัดขวางพื้นฐาน (Convention CT Scan) ซึ่งตัวเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะหมุนเป็นลักษณะวงกลมรอบตัวผู้ป่วย เพื่อที่รังสีเอกซเรย์จะได้ผ่านตัวผู้ป่วย 1 รอบ ทำให้ได้ภาพ 1 ภาพ โดยเตียงจะค่อยๆเคลื่อนไปทีละตำแหน่ง หลังจากนั้นนำภาพที่ได้มาสร้างเป็นภาพตัดขวางของอวัยวะได้ทีละภาพ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบเกลียว (Spiral/Helical CT Scan) ตัวเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะหมุนเป็นวงรอบตัวผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อรังสีผ่านตัวผู้ป่วยจะได้ภาพหลายภาพ ข้อดีของประเภทนี้ก็คือใช้เวลาน้อยกว่าแบบภาพตัดขวางพื้นฐาน ประกอบกับได้ภาพที่มีความแม่นยำสูงกว่าอีกด้วย สาเหตุที่ต้องทำ CT Scan โดยส่วนมากแพทย์จะเป็นผู้แนะนำผู้ป่วยทำ CT Scan เมื่อเจอกรณี ดังนี้ ตรวจและวินิจฉัยอาการป่วย : เช่น การตรวจหาอาการบาดเจ็บหรือความเสียหายของอวัยวะภายใน, ภาวะเกิดมีเลือดออกที่อวัยวะภายใน, การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ, […]

ประโยชน์ของการอัลตร้าซาวด์ช่วงท้อง

การตรวจอัลต้าซาวด์ ก็คือการตรวจโดยอาศัยคลื่นความถี่สูงเกินกว่าความสามารถของหูมนุษย์จะได้ยิน ส่งเป็นคบื่นเสียงผ่านการตรวจไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่ต้องการจะตรวจ เมื่อคลื่นเสียงไปกระทบกับเนื้อเยื่อภายในร่างกายก็จะเกิดการหักเหสะท้อนกลับมาสู่เครื่องตรวจที่แตกต่างกัน จากนั้นเครื่องจะนำคลื่นเสียงที่ได้มาแปลเป็นภาพได้ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ เสมือนการถ่ายรูป จึงมักนิยมมาใช้ในการตรวจช่วงท้อง เช่นตรวจทารกในครรภ์ เป็นต้น ข้อดีของการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่วงท้องทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ก็เพื่อให้แพทย์สามารถเห็นความผิดปกติของอวัยวะที่อยู่ภายใน ซึ่งจะสามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาเกี่ยวกับอะไรบ้าง อย่างเช่น ตับ : ตรวจดูเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งที่มีการแพร่กระจายจากอวัยวะส่วนอื่นมายังตับ ดูขนาดของตับ ดูภาวะผิดปกติ เช่น การเกิดภาวะตับแข็ง ถุงน้ำดี : ตรวจหาถุงน้ำดีว่ามีอาการอักเสบ มะเร็ง และเนื้องอกอื่นๆที่เกิดขึ้นในถุงน้ำดี ท่อน้ำดี : ตรวจดูว่ามีการอุดตันจากนิ่ว หรือมีเนื้องอก มะเร็ง การตีบตัน หรือโป่งพอง ซึ่งสาเหตุอาจมาจากความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ตับอ่อน : ดูว่าเกิดเนื้องอก มะเร็ง ภาวะตับอ่อนอักเสบ หรือตรวจหานิ่วในท่อตับอ่อน ม้าม: ดูขนาดของม้าม และกรณีที่เกิดอุบัติเหตุตรวจดูว่ามีการฉีดขาดด้วยหรือไม่ ไต : เพื่อตรวจหานิ่วในเนื้อไต และท่อไต วัดขนาดไตของผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไตวาย ไตอักเสบอันเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ตรวจดูความผิดปกติของอวัยวะบริเวณอุ้งเชิงกราน มดลูก […]