Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

ความปลอดภัยจากการฉายรังสีให้แก่เด็ก

หากนึกถึงพื้นฐานปกติคนทั่วไปมักจะคิดว่าการฉายรังสีคือการรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากว่าเด็กๆ คงไม่ได้มีอาการป่วยถึงขั้นว่าต้องทำการฉายรังสีเพื่อทำการรักษาอย่างแน่นอน ทว่าจริงๆ แล้วทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถเกิดอาการป่วยที่จำเป็นต้องใช้การฉายรังสีได้ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นปัญหาของการเกิดการฉายรังสีจากเด็กทำให้เกิดข้อสงสัยกับหลายคนมากว่ามีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ลองมาทำความเข้าใจและเรียนรู้รายละเอียดเหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน ความปลอดภัยของเด็กจากการฉายรังสี การฉายแสงหรือที่เรียกว่า รังสีรักษา ถือว่าเป็นรูปแบบการรักษาที่ดีมากๆ สำหรับโรคมะเร็งบางประเภทในเด็ก ส่งผลให้เกิดอัตราการหายขาดจากโรคดังกล่าวนั้นมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้วิธีรังสีรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อหวังผลว่าจะได้หายขาด ทำให้จริงๆ แล้วการฉายรังสีในเด็กจึงไม่เหมือนกับการรักษาด้วยการฉายรังสีในผู้ใหญ่ที่ไม่มีทางเลือกสำหรับการรักษาอื่นใดนอกจากการฉายรังสีเพื่อหวังแค่ยืดอายุให้ยาวนานขึ้นไปอีกแค่นั้นเอง ว่ากันตามความเป็นจริงผลข้างเคียงของการฉายรังสีให้กับเด็กเล็กจะมีมากกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ผลข้างเคียงเบื้องต้นก็คือกระดูกส่วนที่โดนรังสีอาจหยุดการเจริญเติบโตส่งผลให้ความสูงไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น หากว่าเด็กคนดังกล่าวโตได้อย่างเต็มที่แขนขาข้างที่ได้รับการฉายรังสีก็จะสั้นกว่าแขนขาอีกข้างหนึ่ง ส่วนการฉายรังสีที่สมองเพื่อใช้รักษาอาการโรคมะเร็งสมองในเด็กเล็กจะส่งผลให้สมองเกิดการพัฒนาที่ช้ากว่าปกติ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ทางการแพทย์จะมีการพยายามหลีกเลี่ยงการฉายรังสีในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งถ้าบางอาการหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จำเป็นต้องฉายแล้วก็เป็นความคิดเห็นของผู้ปกครองเด็กที่จะต้องมองดูผลดีผลเสียของรังสีต่อเด็กในการรักษาโรคว่าแบบไหนคุ้มกว่ากัน การฉายรังสีที่สมองในเด็กส่วนใหญ่เพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด acute lymphoblastic leukemia เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งกลับมาในน้ำไขสันหลัง การฉายรังสีของโรคนี้จะให้ปริมาณไม่มากแต่ก็ได้ผลดี ไม่ส่งผลเสียต่อสมอง สติปัญญา หรือความสูง ส่วนการฉายรังสีโรคมะเร็งสมองหรือระบบประสาทจะให้ขนาดสูงสุดเท่าที่ร่างกายรับไหว เรื่องของการฉายรังสีมักให้แค่วันละครั้งในปริมาณที่น้อยติดต่อกัน 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งหนึ่งใช้เวลา 5 นาที เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็กมากจนเกินไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้ดีสำหรับการรักษา

การถ่ายภาพด้วยคลื่นวิทยุสำหรับเด็ก

ปกติแล้วการตรวจโรคที่เกี่ยวข้องกับเด็กจำเป็นต้องใช้การตรวจที่ได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุดโดยเฉพาะกับเด็กเล็ก เพราะนอกจากเด็กเหล่านี้จะยังไม่เข้าใจในการสื่อสารที่ชัดเจนแล้วอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเด็กเองก็ยังไม่เจริญเติบโตมากพออย่างเต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ที่มีความแข็งแรงมากพอต่อการอดทนในสิ่งต่างๆ เพราะฉะนั้นหากมีความรุนแรงมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งการตรวจคลื่นวิทยุหรือการตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) ก็เป็นการตรวจอีกประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและความพิถีพิถันต่อการตรวจเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยอาการในเด็กเป็นไปอย่างถูกต้องที่สุด การตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ ก่อนการตรวจเด็กทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการตรวจประเภทใดก็ตามจำเป็นต้องมีการซักประวัติหรือซักอาการเสียก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจในแต่ละครั้งจะเป็นการตรวจที่ถูกต้องที่สุด ต้องมีการถามอาการที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น อาการหอบหืด เหนื่อย ขณะขยับตัวหรือทำกิจกรรมต่างๆ หรือหากเด็กเล็กเวลาดูดนมแล้วจะหยุดเป็นพักๆ เป็นต้น ซึ่งการตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ การตรวจทางผนังทรวงอกด้านนอก (Transthoracic echocardiography) จะทำให้เห็นความผิดปกติต่อโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือด ทิศทางการไหลของเลือด ความดันจากในห้องหัวใจและหลอดเลือด ลักษณะการตรวจแบบนี้จะปลอดภัย ไม่มีอาการเจ็บปวด ไม่มีผลกระทบจากคลื่นเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าเด็กจะต้องให้ความร่วมมือสูงด้วยการนอนนิ่งๆ เป็นระยะเวลาครู่หนึ่ง ถ้าหากว่าพบเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือที่ดีจำเป็นต้องมีการให้ยานอนหลับอ่อนๆ ก่อนการตรวจที่สำคัญต้องงดน้ำและอาหารด้วย การตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร (Transesophageal echocardiography) การตรวจประเภทนี้จะทำก็ต่อเมื่อการตรวจทางผนังทรวงอกด้านนอกแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงหรืออาการต่างๆ ไม่ชัดเจน เช่น การดูลิ่มเลือดในหัวใจ รวมไปถึงยังใช้ร่วมกับการทำบอลลูนหัวใจอีกด้วยในกรณีการตรวจลักษณะที่ว่านี้ การเตรียมตัวของเด็กก่อนการเข้าตรวจ งดอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการเข้าตรวจทุกครั้ง หากเป็นเด็กโตหน่อยก็สามารถอธิบายขั้นตอนการตรวจคร่าวๆ ให้ฟังได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมือที่ดีระหว่างการตรวจ สำหรับผู้ป่วยที่เคยมีประวัติได้รับยาละลายลิ่มเลือดต้องมีการติดตามผล PT, PTT ก่อนการตรวจ ส่วนทางพยาบาลเองต้องมีการเตรียมยา อุปกรณ์สำหรับการช่วยชีวิต […]

X-ray (Radiography) คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

เชื่อว่าพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนต้องรู้จักวิธีการวินิจฉัยอาการของโรคด้วยการ X-ray กันเป็นอย่างดี เผลอๆ น่าจะเคยผ่านการ X-ray กันมาแล้วแทบทุกคนด้วยซ้ำ ถือเป็นวิธีทางการแพทย์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ที่สำคัญยังช่วยให้การตรวจสอบเกี่ยวกับอวัยวะภายในต่างๆ เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย แต่คนส่วนมากก็มักจะรู้จักแค่ว่าการ X-ray ก็คือการเข้าเครื่องที่ผ่านรังสีแล้วออกมาเป็นภาพภายในร่างกายของเรา ทว่าจริงๆ แล้วมันยังมีอะไรที่มากมายกว่านั้นเกี่ยวกับเรื่องของการ X-ray ทำความรู้จักกับเรื่องของการ X-ray การ X-ray เป็นการใช้รังสีเอกซ์ซึ่งเป็นรังสีที่ทางการแพทย์ใช้เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคต่างๆ รังสีประเภทนี้จัดอยู่ในรังสีประเภทไอออนไนซ์ เป็นการนำมาถ่ายภาพอวัยวะต่างๆ ที่มีการสงสัยว่าอาจทำให้เกิดโรคส่งผลให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะภายในต่างๆ ตรงนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเราก็เรียกเครื่องถ่ายภาพที่ใช้ถ่ายภาพดังกล่าวว่า เครื่องเอกซเรย์ ทุกวันนี้เครื่องเอกซเรย์ได้มีการพัฒนาที่ก้าวไกลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ปกติแล้วเราจะรู้จักการตรวจเอกซเรย์เป็นการตรวจในรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั่นคือ การเอกซเรย์ทั่วไป ซึ่งการตรวจโรคด้วยการเอกซเรย์นี้มามาอย่างยาวนานมากๆ แล้วตั้งแต่การค้นพบรังสีนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1895 จากฝีมือของนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันนามว่า Wilhelm Conrad Rontgen ส่งผลให้บางประเทศที่ใช้งานรังสีดังกล่าวนี้ก็มักเรียกว่า รังสีเรินแกน ลักษณะการทำงานคือเมื่อเนื้อเยื่อได้รับรังสีเอกซเรย์ก็จะมีการดูดซึมรังสีดังกล่าวเอาไว้ พอมีการถ่ายทอดลงมายังแผ่นฟิล์มก็จะส่งผลให้เกิดภาพบนฟิล์มที่เป็นสีดำ เทา หรือขาวขึ้นมาขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของอะตอมและชนิดของแร่ธาตุในแต่ละเนื้อเยื่อ หากเนื้อเยื่อมีแคลเซียมสูงภาพเอกซเรย์ก็จะเป็นสีขาว เช่น กระดูก แต่ถ้าเนื้อเยื่อมีอากาศก็จะเป็นสีดำ เช่น ปอด หากเนื้อเยื่อที่มีการผสมกันระหว่างอากาศกับแคลเซียมคือกระดูกภาพที่ออกมาก็จะเป็นสีเทาลดหลั่นกันออกไป ลักษณะดังกล่าวที่ว่ามานี้ช่วยให้เราสามารถเห็นความผิดปกติภายในร่างกายได้ชัดเจนมากขึ้นซึ่งแพทย์ก็จะสามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคต่อไปด้วย ปกติแล้วการเอกซเรย์ธรรมดาเป็นการเอกซเรย์พื้นฐานที่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายสามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็น กะโหลก, ฟัน, […]

X-ray (Radiography) ในทางการแพทย์มีประโยชน์อย่างไร

x-ray หรือรังสีเอกซ์ เป็นรังสีที่ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค ถูกจัดอยู่ในรังสีประเภทไอออนไนซ์ โดยจะนำมาถ่ายภาพอวัยวะต่างๆที่แพทย์มีข้อสงสัยว่าอาจจะเกิดโรค ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะบริเวณนั้นได้ เอกซเรย์ธรรมดาต่างกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์อย่างไร เอกซเรย์ธรรมดา จะส่งภาพจากการตรวจออกเป็น 2 มิติ คือ กว้าง และยาว  โดยมีข้อจำกัดคือไม่สามารถระบุความลึกของภาพได้รวมทั้งภาพที่ได้จะเป็นภาพรวมของทั้งอวัยวะ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีการซับซ้อนกว่าการใช้เอกซเรย์ธรรมดามาก อย่างเช่น ภาพที่ได้จะเป็นภาพ 3 มิติ และยังสามารถถ่ายภาพอวัยวะออกเป็นแผ่นได้หลายสิบแผ่นจึงทำให้แพทย์สามารถที่จะวินิจฉัยได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น แน่นอนอยู่แล้วว่าการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ให้ผลดีกว่าก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเป็นสิบเท่า แพทย์จึงมักจะเริ่มต้นด้วยการเอกซเรย์ก่อน หากเมื่อเอกซเรย์ธรรมดาแล้วยังไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ แพทย์จึงจะพิจารณาเลือกใช้การตรวจด้วยเอกซเรย์เป็นลำดับถัดไป ประโยชน์ของการเอกซเรย์ ในทางการแพทย์เอกซเรย์สามารถนำไปใช้ตรวจภาพของเนื้อเยื่อ/อวัยวะได้ทุกส่วนของร่างกาย และตรวจได้ทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งถือว่าให้ประโยชน์อย่างมากต่อการรักษาเพราะแพทย์จะได้นำไปใช้ในการหาแนวทางรักษาโรคได้ตรงกับอาการมากที่สุด และเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ การเอกซเรย์ส่วนใหญ่จะนิยมตรวจ เอกซเรย์ปอด (ดูโรคของปอด, หัวใจ, ช่องปอด, กระดูกซี่โครง) และเอกซเรย์กระดูก,ฟัน ( ดูโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและฟัน โดยเฉพาะภาวะการเกิดกระดูกหัก) เอกซเรย์มีโทษต่อร่างกายอย่างไร ถึงแม้การเอกซเรย์จะมีประโยชน์แต่ก็มีผลเสียเช่นเดียวกัน เพราะการเอกซเรย์มีรังสีที่มีพลังงานได้หลายระดับและทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของเซลล์ได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณและพลังงานที่เซลล์ได้รับจากการเอกซเรย์ด้วย เช่นเซลล์ตัวอ่อนของทารกในครรภ์ อาจส่งผลให้เกิดการแท้ง หรือ พิการได้ รวมทั้งเซลล์ของเด็กเล็กที่มีความไวต่อรังสีเอกซ์เป็นพิเศษ ยิ่งถ้าได้รับการเอกซเรย์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีความเป็นไปได้ว่าจะทำให้เซลล์ที่ได้รับรังสีกลายเป็นเซลล์มะเร็ง/โรคมะเร็ง เช่นกัน ฉะนั้นแพทย์จะใช้ดุลยพินิจให้เอกซเรย์ได้ก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าจำเป็นต่อผู้ป่วยเท่านั้น เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องเอกซเรย์ […]