Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

รักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy

ผู้ป่วยจิตเวชในอดีตคนไทยมักเข้าใจว่าเป็นคนโรคจิตแต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยจิตเวชคือคนป่วยคนหนึ่งที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับด้านสมอง ความคิด จิตใจ ไม่ใช่คนบ้าอย่างที่เข้าใจกัน เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนคนที่เจ็บป่วยด้านร่างกาย เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ทำนองนี้เพียงแต่ว่าอาการป่วยทางจิตเวชไมได้แสดงผลออกมาทางร่างกายแต่จะแสดงผลทางด้านความคิด พฤติกรรม เท่านั้น การรักษาผู้ป่วยจิตเวชจึงมีด้วยกันหลากหลายวิธีแต่วิธีหนึ่งที่ตอนนี้ถือว่าน่าสนใจมากๆ ก็คือ การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy การรักษาด้วยไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า Electroconvulsive Therapy (ECT) เป็นรูปแบบการรักษาด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งมีความเข้มข้นผ่านเข้าสู่สมองในระยะเวลาสั้นๆ เป็นการให้ผู้ป่วยเกิดอาการชักแต่จะส่งผลไปยังสภาพจิตใจให้ดีมากยิ่งขึ้น เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้นก็คือ Electroconvulsive Therapy เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นเพื่อให้สารสื่อนำประสาทภายในสมองที่หลั่งออกมาอย่างผิดปกติกลับมาทำงานอย่างสม่ำเสมอ พอสารสื่อนำประสาทหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นปกติกระบวนการทำงานด้านสภาพจิตใจ สภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด พฤติกรรมต่างๆ ก็จะกลับมาสู่สภาพปกติตามเดิม ข้อดีของการรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า เป็นผลทำให้อาการทางจิตของผู้ป่วยด้านจิตเวชลดลงได้อย่างรวดเร็ว ไม่กอให้เกิดปัญหาการกำเริบของอาการกลับมาซ้ำ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตขั้นรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบเร่งด่วนเพื่อควบคุมให้อาการป่วยทุเลาลง เช่น กลุ่มผู้ป่วยอาการคลุ้มคลั่ง มีความก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง ผู้ป่วยที่เกิดภาวะซึมเศร้าขั้นหนักจนมีความคดอยากฆ่าตัวตายตลอด คนที่มีพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตาย กระนั้นแม้จำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความต้องการแบบเร่งด่วนแล้ว การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้านี้ยังสามารถใช้งานได้กับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองกับยาหรือผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการรับยา เช่น หญิงกำลังตั้งครรภ์ ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่ทนผลข้างเคียงของยาไม่ไหว สำหรับผู้ป่วยที่ถูกประเมินว่าต้องเข้ารับการรักษาด้วยไฟฟ้าต้องผ่านการรักษาวิธีดังกล่าวอย่างน้อย 6-12 ครั้งแบบต่อเนื่องเฉลี่ยสัปดาห์ละ […]

คลื่นเสียงกับการรักษาโรคปวดหลังปวดคอ

อาการปวดหลังปวดคอแบบเรื้อรังพบได้ในกลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มวัยทำงาน ไม่ว่าจะนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมประจำหรือการทำงานหักโหมในกลุ่มแรงงานที่ต้องยกของหนักนำไปสู่ภาวะปวดหลังปวดคอที่เกิดจากฐานรองกระดูก ส่วนในรายอื่นอาจพบได้ตั้งแต่กำเนิดที่มีกระดูกสันหลังผิดรูป เกิดจากอุบัติเหตุ กระดูกหัก กระดูกเคลื่อนที่ โรคติดเชื้อ โรคเนื้องอกในกระดูกสันหลัง ฯลฯ ปัจจุบันการรักษาโรคปวดหลังปวดคอมีหลายวิธีโดยไม่ต้องผ่าตัด หนึ่งในนั้นคือการใช้พลังงานคลื่นเสียงรักษาเป็นเทคนิคสมัยใหม่ที่ใช้เวลาน้อยที่สุดและผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยที่สุดด้วย คลื่นเสียงกับการรักษาอาการปวดหลังปวดคอ การรักษาโรคปวดหลังปวดคอที่ใช้คลื่นเสียงเรียกว่า Disc Nucleoplasty เป็นเทคนิคใหม่ใช้รักษาอาการปวดหลัง ปวดคอ เนื่องจากหมอนกระดูกสันหลัง โดยในทางการรักษาแล้วจะใช้พลังงานคลื่นเสียง เพื่อทำหน้าที่สลายและดูดเอาเศษชิ้นเนื้อขนาดเล็กออกจากหมอนรองกระดูกสันหลังที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าว ผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วย Disc Nucleoplasty ต้องมีสาเหตุมาจากหมอนรองกระดูกสันหลังอักเสบ ในระยะแรกแพทย์จะทำการให้ยาต้านการอักเสบ การรักษากายภาพบำบัด หรือให้ยาฉีดเฉพาะที่ก่อน หากภายใน 1-2 เดือนอาการยังไม่ดีขึ้นแพทย์จะพิจารณาให้รักษาด้วยวิธี Disc Nucleoplasty วิธีการรักษาด้วย Disc Nucleoplasty เริ่มจากการวินิจฉัยก่อนว่ามาจากหมอนรองกระดูกสันหลังหรือไม่ โดยใช้เครื่องช่วยตรวจร่างกาย X-ray MRI ที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจหา เมื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงแล้วจึงให้ยาชาเฉพาะที่และยาระงับประสาทอ่อนๆ จากนั้นจะให้แพทย์เฉพาะทางใช้เข็ม introducer เจาะผ่านแทรกเข้าไปในหมอนรองกระดูกสันหลังแล้วปล่อยพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านเข็มโดยทำการดูดเอาเนื้อเยื่อส่วนนูนหรือส่วนที่เกินออกมาจากหมอนรองกระดูกสันหลัง เนื้อเยื่อจะเกิดการสลายและหดตัวทำให้การอักเสบและการกดทับเส้นหายไปได้ ข้อดีในการรักษาด้วยเทคโนโลยี Disc Nucleoplasty ข้อดีของการใช้คลื่นเสียงรักษาโรคปวดคอปวดหลังคือ ใช้เวลารักษาน้อยที่สุดเพียงแค่ 60 นาทีหรือน้อยกว่านั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดระหว่างการรักษาน้อยมากเพราะไม่ต้องผ่าตัด ไม่สูญเสียเลือด เนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงก็ไม่ถูกทำลายหรือได้รับผลกระทบ […]

ยาสำหรับการรักษาหอบหืด

อาการหอบหืดส่วนใหญ่แล้วมักเป็นอาการที่เกิดจากโรคประจำตัวเป็นหลัก ซึ่งหลายคนก็มองว่าอาการเหล่านี้จะค่อนข้างเป็นอันตรายมากๆ ถ้าหากว่าไม่มีการรักษาให้ถูกวิธี เพราะฉะนั้นการรู้จักยาที่ช่วยในการรักษาโรคหอบหืดประเภทต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่ว่าแม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นแต่ถ้าหากมีคนใกล้ตัวเป็นโรคนี้จะได้รู้จักวิธีการรักษาและการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นมารู้จักกับยาสำหรับรักษาหอบหืดว่ามีประเภทไหนบ้าง ทำความรู้จักกับยารักษาหอบหืด ยาควบคุมหอบหืดระยะยาว – ทำหน้าที่ในการช่วยป้องกันอาการบวมหรืออาการอักเสบของหลอดลม เช่น สเตียรอยด์แบบสูดดม, ยาทีโอฟิลลีน, ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกแบบออกฤทธิ์นาน สเตียรอยด์แบบสูดดมจัดเป็นยาที่ช่วยรักษาอาการได้ดีที่สุดแต่ใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงเห็นผล ต้องใช้ทุกวันแม้ไม่มีอาการหากหยุดเองอาจกลับมากำเริบได้อีกแต่ถ้าพ่นขณะหอบก็ไม่ช่วยเช่นกัน ยาบรรเทาอาการที่เกิดแบบเฉียบพลัน – ใช้เมื่อรู้สึกหอบเพื่อให้อาการลดลงอย่างรวดเร็ว จะช่วยเปิดช่องทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น ลดการบีบตัวของหลอดลม ควบคุมอาการของโรคได้แบบฉับพลัน ออกฤทธิ์เร็วและนาน เช่น สเตียรอยด์แบบฉีด ยาขยายหลอดลม – แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกทั้งแบบเห็นผลช้าและเร็ว, ยาต้านประสาทพาราซิมเทติก และยาทีโอฟิลลีน ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกแบบเห็นผลเร็วเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืดฉับพลัน ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกเห็นผลช้าแต่ยาวนานเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืดต่อเนื่อง อาการหนัก ลดอาการไอและหอบตอนกลางคืนได้ ใช้คู่กับสเตียรอยด์กรณีร่างกายรับสเตียรอยด์ไม่ดีนัก ส่วนยาต้านประสาทพาราซิมเทติกให้ผลช้า ยากลุ่มแทนซีนหรือยาทีโอฟิลลีนมีทั้งช้าและเร็ว ทำให้กระบังลมหดตัวดีชึ้น ขยายหลอดลม ลดการเกร็งกล้ามเนื้อหลอดลม กำจัดเสมหะ ป้องกันหลอดเลือดฝอยแตก ลดเสมหะ ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ – บางทีหอบหืดไม่ได้เกิดจากการหดตัวของหลอดลมแต่มาจากการอับเสบต่อเนื่อง ทำให้มีการพัฒนายาขยายหลอดลมมาเป็นยาแก้อักเสบแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ สูดดม กิน […]

Ultrasound มีประโยชน์อย่างไร

ปัจจุบันเครื่องไม้ เครื่องมือทางการแพทย์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้สามารถตรวจรักษาโรคต่างๆได้ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น การเอกซเรย์, การอัลตร้าซาวนด์ เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าอัลตร้าซาวด์มีประโยชน์ในการช่วยตรวจรักษาโรคอย่างไรบ้าง อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) หรือวิธีการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นการตรวจที่ไม่มีอันตรายต่อผู้ที่ได้รับการตรวจเพราะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งมีความปลอดภัยเป็นอน่างมาก ดังนั้นการตรวจอัลตร้าซาวด์จึงมักนิยมใช้ตรวจในสตรีที่ตั้งครรภ์เพื่อดูภาพความสมบูรณ์ของทารกที่อยู่ภายในครรภ์ ซึ่งในการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสามารถแบ่งการออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ใช้เพื่อการวินิจฉัย และ เพื่อการรักษา การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic ultrasound หรือ sonography หรือ ultrasonography) เป็นการนำคลื่นเสียงมาสร้างภาพของอวัยวะรวมทั้งโครงสร้างภายในของร่างกายเพื่อช่วยในการวินิจฉัยภาวะทางการแพทย์ ภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการตรวจนั้นจะถูกเรียกว่า sonograms ส่วนขั้นตอนการตรวจผู้ที่รับการตรวจจะนอนอยู่บนโต๊ะตรวจโดยให้ส่วนของร่างกายที่ต้องการจะตรวจเห็นได้เด่นชัดขึ้น หลังจากนั้นแพทย์หรือนักเทคนิคจะทาเจลตรงจุดที่จะตรวจเพื่อช่วยส่งคลื่นเสียงผ่านเข้าสู่ผิวหนังบริเวณที่ต้องการจะให้แสดงภาพ ก่อนที่จะนำเครื่องมือ transducer วางลงไปบนผิวหนังที่มีการทาเจลไว้แล้ว เครื่องมือนี้ก็จะส่งคลื่นเสียงความถี่สูงสะท้อนเนื้อเยื่อและอวัยวะกลับออกมา คลื่นจะวิเคราะห์สะท้อนและแปลงมาเป็นภาพแสดงบนหน้าจอ แพทย์ก็จะนำภาพที่ได้มาใช้ในการวินิจฉัยโรคเพื่อหาทางรักษา อาทิเช่น ประเมินพร้อมระบุสาเหตุของอาการปวด บวม และการติดเชื้อ ตรวจหาเนื้องอก ช่วยในการทำหัตถการที่อันตราย เช่น การใช้เข็มเจาะตัดชิ้นเนื้อและการใช้ยาสลบที่ต้องใช้เข็ม ตรวจหาความผิดปกติของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการรักษา หากใช้วิธีนี้จะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ วิธีการนี้มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้รักษาเป็นสำคัญ ซึ่งการที่เลือกใช้วิธีนี้รักษา ประกอบด้วย สลายนิ่วขนาดใหญ่ทั้งที่อยู่ในไตและในถุงน้ำดี ทำลายเนื้องอกในมดลูกที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง ทำความสะอาดฟัน สลายต้อกระจกในดวงตา นำมาใช้ในการทำกายภาพบำบัด […]

“Radiology” คืออะไร

Radiology หรือ รังสีวิทยาซึ่งเป็นสาขาทางการแพทย์ที่เป็นสาขาเฉพาะทาง ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างภาพในรูปแบบต่างๆของร่างกายเพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคโดยอาศัยเครื่องมือพิเศษที่เป็นเฉพาะในทางการแพทย์ด้วยการใช้รังสีเอกซ (X-Ray) รังสีแกมมา (Gamma ray) จากสารกัมมันตภาพรังสีคลื่นเสียง, คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound), คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Nuclear Magnetic Resonance Imaging ) ในการรักษา เป็นต้น คนที่เรียนจบทางด้านนี้จะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาที่เรามักจะเรียกกันว่า “รังสีแพทย์” ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องการวินิจฉัยโรคด้วยการวิเคราะห์จากภาพวินิจฉัย (imaging) อาทิเช่น การเอกซเรย์, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT), อัลตราซาวด์, คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI), เพ็ท (PET) ดังนั้นวิธีการรักษาโรคด้วยการใช้ภาพวินิจฉัยนำทางอาจไม่จำเป็นต้องต้องผ่าตัดเสมอไป สาเหตุเพราะภาพวินิจฉัยบางชนิดจะใช้รังสีเอ็กซ์ในการสร้างภาพ จึงอาจกล่าวได้ว่ารังสีแพทย์จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักและต้องมีความเข้าใจมากเพราะต้องรู้ขั้นตอนในการปรับรังสีเอ็กซ์ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย รวมทั้งต้องวางแนวทางในการป้องกันรังสีเอ็กซ์อีกด้วย ซึ่งคนที่จะมาเป็นรังสีแพทย์ได้ต้องจบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต เหมือนกับแพทย์สาขาอื่นๆแล้วไปฝึกวิชาความรู้เกี่ยวกับระบบสาธารณสุขในสถานพยาบาล    1 – 3 ปีก่อนที่จะเข้ามาเรียนต่อเฉพาะทางด้านรังสีวิทยาอีก 3 ปี เพื่อที่แพทยสภาจะได้มอบวุฒิบัตรว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิฉัยหรือรังสีวิทยาทั่ว ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีถึงจะเป็นรังสีแพทย์ได้ แต่ถ้าหากรังสีแพทย์ศึกษาต่อเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 – 2 ปี เพื่อที่จะได้รับประกาศนียบัตรสาขาเฉพาะทางในแนวลึก ซึ่งในปัจจุบันนี้มีอยู่หลากหลายสาขาให้เลือกเรียน […]

Interventional radiology คืออะไร ???

Interventional radiology หรือ รังสีร่วมรักษาเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วย ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจชนิดพิเศษเฉพาะทางการแพทย์ ส่องเข้าไปในร่างกายเพื่อให้เห็นสภาพพยาธิ หลังจากนั้นก็อาศัยการมองเห็นจากเครื่องมือตรวจพิเศษต่างๆมาใช้เป็นตัวชี้นำเพื่อให้สามารถนำเครื่องมือเล็กๆ เช่น ท่อกลวง (catheter) ,เข็ม หรืออุปกรณ์ใดๆ ไปทำการรักษาพยาธสภาพดังกล่าวให้ได้ผลประหนึ่งเหมือนการผ่าตัด ซึ่งเครื่องมือที่นำมาใช้ในการตรวจพิเศษนี้จะ อาทิเช่น เครื่องตรวจรังสีเอ็กซ์ (x-ray), เครื่องส่องตรวจ (Fluoroscopy-DSI หรือ DSA, เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound – US), เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography -CT), เครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI) เป็นต้น ในปัจจุบันนี้นิยมใช้เครื่องมือ Fluoroscopy, US และ CT มากกว่าเครื่องมือชนิดอื่น เนื่องจากบางเครื่องมือยังมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ และอยู่ในช่วงของการทดลองเป็นส่วนใหญ่ เช่น เครื่อง MRI ใครคือผู้ที่จะมาทำหน้าที่แพทย์รังสีร่วมรักษา ??? แพทย์ที่มีหน้าที่ในการตรวจรักษาโดยเทคนิคของรังสีร่วมรักษา ก็คือ รังสีแพทย์ที่ได้ผ่านการอบรมแพทย์ประจำบ้านในสาขาวิชารังสีวินิจฉัย หรือรังสีวิทยาทั่วไป รวมทั้งต้องได้รับใบวุฒิบัตรหรืออนุบัตรด้วย นอกจากนั้นรังสีแพทย์กลุ่มนี้จะได้รับการเข้าฝึกอบรมเพิ่มเติม […]