Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

การถ่ายภาพด้วยคลื่นวิทยุสำหรับเด็ก

ปกติแล้วการตรวจโรคที่เกี่ยวข้องกับเด็กจำเป็นต้องใช้การตรวจที่ได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุดโดยเฉพาะกับเด็กเล็ก เพราะนอกจากเด็กเหล่านี้จะยังไม่เข้าใจในการสื่อสารที่ชัดเจนแล้วอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเด็กเองก็ยังไม่เจริญเติบโตมากพออย่างเต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ที่มีความแข็งแรงมากพอต่อการอดทนในสิ่งต่างๆ เพราะฉะนั้นหากมีความรุนแรงมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งการตรวจคลื่นวิทยุหรือการตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) ก็เป็นการตรวจอีกประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและความพิถีพิถันต่อการตรวจเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยอาการในเด็กเป็นไปอย่างถูกต้องที่สุด การตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ ก่อนการตรวจเด็กทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการตรวจประเภทใดก็ตามจำเป็นต้องมีการซักประวัติหรือซักอาการเสียก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจในแต่ละครั้งจะเป็นการตรวจที่ถูกต้องที่สุด ต้องมีการถามอาการที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น อาการหอบหืด เหนื่อย ขณะขยับตัวหรือทำกิจกรรมต่างๆ หรือหากเด็กเล็กเวลาดูดนมแล้วจะหยุดเป็นพักๆ เป็นต้น ซึ่งการตรวจแบบคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ การตรวจทางผนังทรวงอกด้านนอก (Transthoracic echocardiography) จะทำให้เห็นความผิดปกติต่อโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือด ทิศทางการไหลของเลือด ความดันจากในห้องหัวใจและหลอดเลือด ลักษณะการตรวจแบบนี้จะปลอดภัย ไม่มีอาการเจ็บปวด ไม่มีผลกระทบจากคลื่นเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าเด็กจะต้องให้ความร่วมมือสูงด้วยการนอนนิ่งๆ เป็นระยะเวลาครู่หนึ่ง ถ้าหากว่าพบเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือที่ดีจำเป็นต้องมีการให้ยานอนหลับอ่อนๆ ก่อนการตรวจที่สำคัญต้องงดน้ำและอาหารด้วย การตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร (Transesophageal echocardiography) การตรวจประเภทนี้จะทำก็ต่อเมื่อการตรวจทางผนังทรวงอกด้านนอกแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงหรืออาการต่างๆ ไม่ชัดเจน เช่น การดูลิ่มเลือดในหัวใจ รวมไปถึงยังใช้ร่วมกับการทำบอลลูนหัวใจอีกด้วยในกรณีการตรวจลักษณะที่ว่านี้ การเตรียมตัวของเด็กก่อนการเข้าตรวจ งดอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการเข้าตรวจทุกครั้ง หากเป็นเด็กโตหน่อยก็สามารถอธิบายขั้นตอนการตรวจคร่าวๆ ให้ฟังได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมือที่ดีระหว่างการตรวจ สำหรับผู้ป่วยที่เคยมีประวัติได้รับยาละลายลิ่มเลือดต้องมีการติดตามผล PT, PTT ก่อนการตรวจ ส่วนทางพยาบาลเองต้องมีการเตรียมยา อุปกรณ์สำหรับการช่วยชีวิต […]

เวชศาสตร์นิวเคลียร์ใช้รักษาอย่างไร

การรักษาด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้น ซึ่งการตรวจด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์คือการตรวจรักษาโรคโดยใช้ประโยชน์จากสารกัมมันตรังสี ด้วยการกินหรือการฉีดเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยหรืออาจนำสารกัมมันตรังสีไปผสมกับยา ที่เรียกกันว่าสารเภสัชรังสีเพื่อเพิ่มเฉพาะเจาะจงในการตรวจอวัยวะนั้นๆ สามารถรักษาโรคมะเร็งและโรคระบบอื่นๆ เช่น การทำงานของหัวใจ การทำงานของไต ระบบประสาทและสมอง ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น การนำสารเคมีในสารเภสัชรังสีมีอันตรายหรือไม่ หากพูดถึงอันตรายของการตรวจด้วยวิธีนี้แทบไม่มีอันตราย เนื่องจากปริมาณของการใช้เข้าสู่ร่างกายมีปริมาณที่น้อยมาก ทำให้ไม่ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ นอกเสียจากคนที่มีอาการแพ้แต่ก็จะออกอาการน้อยมากๆ สารกัมมันตรังสีที่นำมาใช้ในการตรวจเวชศาสตร์นิวเคลียร์คืออะไร เราสามารถแบ่งสารกัมมันตรังสีที่ใช้ในทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ออกได้  2 ประเภท โดยจะแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน คือ ประเภทของการนำภาพมาใช้ในการวินิจฉัยด้วยการใช้สารกัมมันตรังสีที่เป็นรังสีแกมม่าหรือรังสีเอ็กซ์ ที่ให้พลังงานต่ำและใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย จึงทำให้ไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย จะได้แก่เทคนีเชี่ยม-99เอ็ม ประเภทที่ใช้ในการรักษา ด้วยการนำรังสีเข้าไปทำลายเซลล์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น เซลล์มะเร็ง หรือเซลต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น ฉะนั้นจึงใช้สารกัมมันตรังสีที่ให้รังีเบต้าหรือรังสีแอลฟ่า ซึ่งเมื่อเซลล์ร้ายถูกรังสีทั้ง 2 ตัวนี้ในปริมาณที่มากพอเซลล์เหล่านั้นก็จะตาย ซึ่งสารกัมมันตรังสีที่ใช้จะเป็นไอโอดีน-131  (l-131) การใช้สารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 จะทำให้เกิดอันตรายหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วการใช้สารไอโอดีน-131 จะใช้ในการรักษาโรคบางชนิดอย่าง ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ, มะเร็งไทรอยด์ หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ สาเหตุที่นำไอโอดีน-131 มารักษาโรคนั้นเพราะสารนี้จะปล่อยรังสีเบต้าออกมา ซึ่งเมื่อรังสีเบต้าไปโดนเซลล์ต่อมไทรอยด์ เซลล์ต่อมไทรอยด์ก็จะตายทำให้หายจากอาการต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้ ทั้งนี้ในรังสีเบต้าจะไม่เกิดอันตรายต่อคนรอบข้าง  แต่ถ้าหากว่าผู้ป่วยรับประทานสารรังสีไอโอดีน-131 ในปริมาณมาก เช่นผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ ก็จะมีการสะสมรังสีแกมม่าในตัวผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก จึงอาจเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง […]