Opening Hours:Monday To Saturday - 8am To 9pm

LAPBAND-BLOG / Radiofreqncy surgery

Magnetic Resonance Imaging (MRI) คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

การตรวจรักษาโรคในยุคสมัยใหม่เรามักจะได้ยินว่าให้ลองตรวจแบบ MRI ดูสิ ว่ามีอาการเป็นอย่างไรกันแน่ ซึ่งหลายคนก็มองว่าการตรวจแบบดังกล่าวคงเป็นการตรวจรักษาที่ดีที่สุด จริงๆ แล้วการตรวจรักษาทุกวิธีการนั้นก็จะมีข้อดีแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าใช้สำหรับการตรวจโรคหรืออาการประเภทไหนมากกว่า เพราะฉะนั้นการตรวจแบบ Magnetic Resonance Imaging (MRI) ก็ถือเป็นการตรวจอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ลองมาทำความรู้จักดูว่าการตรวจแบบนี้คืออะไร

ทำความรู้จักกับ Magnetic Resonance Imaging (MRI)

Magnetic Resonance Imaging (MRI) เป็นวิธีการตรวจภาพเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่างๆ ประเภทหนึ่งสำหรับช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้งานรังสีเอกซ์ที่จะใช้เฉพาะการตรวจด้วยการเอกซเรย์ การถ่ายภาพเนื้อเยื่อหรืออวัยวะด้วยระบบ Magnetic Resonance Imaging (MRI) จะใช้กระบวนการก่อให้เกิดภายจากระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูงร่วมกับคลื่นวิทยุรังสีพลังงานสูง ส่งผลให้เกิดภาพแตกต่างกันระหว่างเนื้อเยื่อหรืออวัยวะแต่ละประเภท ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่อยู่ในบริเวณเนื้อเยื่อหรืออวัยวะนั้นๆ ส่งผลให้เกิดการเปรียบเทียบจนเกิดขึ้นมาเป็นภาพ ผู้ที่จะเข้าใจเกี่ยวกับผลการตรวจนี้จำเป็นต้องผ่านการเรียนการสอนมาโดยเฉพาะเมื่อเห็นภาพดังกล่าวออกมาแล้วจะรู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ Magnetic Resonance Imaging (MRI) จะเป็นภาพลักษณะสามมิติ สามารถซอยภาพเนื้อเยื่อหรืออวัยวะให้เป็นแผ่นบางๆ ท่าตัดขวางได้เหมือนกับการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทว่าด้วยเทคโนโลยีที่สูงกว่าทำให้ Magnetic Resonance Imaging (MRI) สามารถสร้างภาพได้ทั้งแบบแนวแบ่งซ้ายขวาและแนวแบ่งหน้าหลัง นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบได้คมชัดยิ่งกว่าการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ส่งผลให้การตรวจบางอาการของ Magnetic Resonance Imaging (MRI) แม่นยำกว่าการตรวจสแกนด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จุดเริ่มต้นของการตรวจวินิจฉัยแบบ MRI เริ่มมาตั้งแต่ปี 1950 ก่อนจะมีการศึกษารายละเอียดต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามด้วยความที่ Magnetic Resonance Imaging (MRI) เป็นการตรวจที่มีความซับซ้อนสูงส่งผลให้ราคาค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาจากวิธีดังกล่าวนี้ก็สูงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน แถมยังสูงกว่าการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ 1-3 เท่าเลยทีเดียว ส่งผลให้จริงๆ แล้วการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการนี้แพทย์จะเลือกใช้แค่บางกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

การตรวจแบบ Magnetic Resonance Imaging (MRI) เครื่องตรวจจะมีความเสียงดังมากกว่าการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มาก ดังนั้นแพทย์จึงนิยมแนะนำคนไข้ให้หาที่อุดหูเอาไว้ด้วยเพื่อไม่ให้รู้สึกเป็นการรบกวนตัวเองมากจนเกินไป ขณะตรวจผู้ป่วยจะอยู่ลำพังมีเจ้าหน้าที่รังสีเฝ้าดูผ่านกล้องวงจรปิด ใช้เวลานานจนบางครั้งทำให้รู้สึกร้อนไปทั่วตัวหรือบางรายก็เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังดังนั้นหากถึงวันตรวจควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางทุกประเภท