Home » Articles posted by admin

Author Archives: admin

Start here

ภัยใกล้ตัว โรคหัวใจรั่ว มีอาการเริ่มต้นอย่างไร ?

‘ลิ้นหัวใจรั่ว’ เกิดจากลิ้นหัวใจที่เคยทำงานได้ดี กลับกลายเสื่อมสภาพลง ทำให้เลือดไหลย้อนกลับทางเดิม ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพราะต้องสูบฉีดเลือดให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัด อีกทั้งยังสามารถสวมอุปกรณ์เข้าไป เพื่อช่วยให้หัวใจทำงานได้ตามปกติดังเดิม

อาการของ ‘ลิ้นหัวใจรั่ว’

ถ้าการรั่วพึ่งเกิดขึ้นมา ก็จะไม่ปรากฏอาการทางภายนอกให้เห็นออกมาเลย หากแต่อาการเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น อาการต่างๆ ก็จะปรากฏขึ้นได้ ซึ่งโรคลิ้นหัวใจรั่วมักจะปรากฏอาการ ได้แก่…

  • เหนื่อยง่าย มีอาการหอบ สำหรับในช่วงแรกอาจไม่รุนแรงมากเท่าไหร่ หากแต่อาจมีอาการปรากฏขึ้นมา ในระหว่างการออกกำลังกาย หรือ ทำการกิจกรรมต่างๆ แต่ถ้าอาการเพิ่มระดับมากขึ้น ก็จะทำให้เหนื่อยง่าย ถึงแม้จะอยู่ในช่วงพักก็ตาม สำหรับอาการนี้ก็มีสาเหตุมาจาก เลือดและของเหลวภายในหลอดเลือดที่อยู่ในปอดเข้าไปคั่งค้างอยู่ภายใน
  • มักมีอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นลมอยู่บ่อยครั้ง
  • เจ็บปวดบริเวณหน้าอก โดยลามไปยังแขนข้างซ้าย หรือบริเวณหน้าท้อง โดยเกิดขึ้นจากการที่ โลหิตของหลอดเลือดหัวใจลดลง
  • รู้สึกหัวใจเต้นผิดปกติ มีอาการใจสั่น
  • ปรากฏอาการบวมที่บริเวณเท้าและข้อเท้า

โดยคุณสามารถสังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้นตามที่เราได้กล่าวมา เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจโดยทันที

สาเหตุของโรคลิ้นหัวใจรั่ว

สำหรับ ‘โรคลิ้นหัวใจรั่ว’ อันเนื่องมาจากความผิดปกติของหัวใจ ซึ่งสามารถเกิดจากโรคซึ่งติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่…

  • สาเหตุปฐมภูมิ จัดเป็นสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจรั่ว ส่งผลให้ลิ้นหัวใจทำงานได้อย่างไม่เต็มความสามารถ อีกทั้งยังปิดไม่สนิทขณะกำลังสูบฉีดเลือด ทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม
  • สาเหตุทุติยภูมิ โรคนี้เกิดขึ้นมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ติดขัด เลือดไม่ไหลลื่น ทำให้ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ สำหรับสาเหตุที่พบได้บ่อย ก็คือ ลิ้นหัวใจยาว, เนื้อเยื่อเสียหาย ,ไข้รูมาติก, โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด รวมทั้งโรคอื่นๆ อีกมากมาย หรือ อาจเกิดจากการอาการบาดเจ็บ, การใช้ยา รวมทั้งการรักษาด้วยรังสี เป็นต้น

การป้องกันโรคลิ้นหัวใจรั่ว

เฉกเช่นเดียวกันกับโรคหัวใจประเภทอื่นๆ โดยโรคลิ้นหัวใจรั่วป้องกันได้ ด้วยการลดความเสี่ยงที่จะกระทำต่อโรคหัวใจ ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ, รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เหมาะสมตามวัย และลดอาหารที่ไม่มีประโยชน์ รวมทั้งพยายามควบคุมความเสี่ยงอันเกิดจากโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ฝุ่น pm 2.5 คือ ไม่รักษาไม่ป้องกันอาจเกิดภัยกับตัวเอง

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพกำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่ที่อันตรายกว่าเดิมในเรื่องของสุขภาพนั่นก็คือ ฝุ่น pm 2.5 เราขอบอกเลยว่าเจ้าตัวนี้เปรียบได้กับ มัจจุราช ตัวใหม่ที่จะมาทำร้าย ทำลายสุขภาพของคนไทยมันมีความน่ากลัว อันตรายมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก มันคืออะไรเรามาทำความรู้จักมันกัน

ฝุ่น pm 2.5 คืออะไร

ต้องบอกก่อนว่า เมืองหลวงอย่างกรุงเทพนั้น มีฝุ่นควันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ส่วนฝุ่น pm 2.5 เอาจริงก็อยู่กันมานานแล้วสำหรับ ฝุ่น pm 2.5 มันคือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กถึง 2.5 ไมครอน ถามว่าความเล็กขนาดนี้มันเท่าไหน เทียบง่ายๆว่ามันเล็กกว่าเส้นผมของเราอีก 20 เท่าพูดว่ามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจะเข้าใจได้ง่ายสุด

ร่างกายกรองไม่ได้

ความน่ากลัวอย่างแรกของ ฝุ่น pm 2.5 นั่นก็คือความเล็กของมันนั่นแหละ อนุภาคความเล็กขนาดนี้ความน่ากลัวก็คือมันสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางรูจมูก พร้อมกับลมหายได้เลย จากนั้นมันสามารถทะลุทะลวงเข้าไปถึงร่างกายด้านใน ถึงถุงลมปอดได้แบบไม่มีอะไรมาขวาง มากกรองมันออกไปได้ เราจึงต้องรับมันสะสมเข้าไปแบบช่วยไม่ได้เลย

โรคที่จะเกิดขึ้นตามมา

พอฝุ่น pm 2.5 มันสะสมในร่างกายเป็นปริมาณมาก เรื่องต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็คือ คนจะป่วยกันมากขึ้น กลุ่มแรกที่โดนก่อนเลยก็คือคนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ พวกไซนัส หอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคเหล่านี้บอกเลยว่าจะเป็นมากขึ้น เป็นง่ายขึ้น และเป็นหนักขึ้นด้วย สองคนที่เป็นโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรัง โรคพวกนี้เตรียมได้เลยเพราะฝุ่น pm 2.5มันจะเข้าไปทำให้การทำงานไม่ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วยในที่สุด สามโรคถุงลมโป่งพอง โรคนี้จะเกิดขึ้นได้แม้ว่าเราจะไม่ได้สูบบุหรี่ หรือ เกี่ยวข้องกับคนที่สูบบุหรี่ก็ตาม รายไหนหนักมากอาจจะเป็นมะเร็งปอดได้เลย

แนวทางป้องกัน

วิธีการที่ดีที่สุด เราขอแนะนำว่าควรป้องกันตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพอาจจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยในระดับที่สามารถป้องกันฝุ่น pm 2.5 ด้วยหน้ากาก N95 ขึ้นไป พร้อมทั้งอาจจะต้องหาเครื่องฟอกอากาศมาติดตั้งไว้ในบ้านเรือนเพื่อกรองฝุ่นอีกชั้นหนึ่ง (หน้าต่างแม้จะปิดสนิทก็กั้นฝุ่นไม่ได้ 100%) ส่วนระดับที่สูงไปกว่านั้น ก็ต้องรอดูว่าทางการไทยจะมีมาตรการแก้ไขปัญหานี้ระยะยาวอย่างไร ซึ่งต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่ปีนี้แล้วไม่อย่างนั้น ทุกอย่างจะแย่ลงไปอีกเรื่อยๆ เมื่อเดือนมกราคมปีหน้ามาถึง

โรคหัวใจตีบ สาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น แนวทางการรักษา

โรคหัวใจเป็นอีกหนึ่งโรคที่คร่าชีวิตของคนไทย และทั่วโลกไปมากเหลือเกินส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหัวใจจัดว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญของมนุษย์เรา โรคหัวใจมีความผิดปกติมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบแม้ว่าจะเจ็บมากเจ็บน้อยต่างก็อันตรายด้วยกันทั้งนั้น อีกหนึ่งโรคหัวใจอันตรายมากก็คือ โรคหัวใจตีบโรคนี้เป็นอย่างไร รักษาอย่างไร

โรคหัวใจตีบ

ความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจอย่าง โรคหัวใจตีบนั้นเกิดจากเส้นเลือดที่เดินทางอยู่ในหัวใจนั้นเสื่อมสภาพลงไปด้วยสาเหตุต่างๆ กัน นั่นทำให้ไขมันและหินปูนสะสมจนเข้าไปเกาะเส้นเลือดแดงเมื่อมากถึงระดับหนึ่งเส้นเลือดจะอุดตันจนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หรือ หากอุดตันมากเกินไปจะทำให้เส้นเลือกแตกได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คืออาจจะทำให้หัวใจขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงหากช่วยเหลือไม่ทันอาจจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้เลย

อาการ

อย่างไรก็ตาม โรคหัวใจตีบเอง หากเส้นเลือดเริ่มจะมีปัญหาอย่างมาก ผลก็คือจะแสดงออกมาทางร่างกายด้วย แต่ความยากก็คืออาการที่แสดงออกมานั้นหากไม่ใช่คนที่เคยตรวจสุขภาพแล้วมีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคนี้ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอาการดังกล่าวเป็นสัญญาณอันตรายของโรคนี้ อาการก็คือ อาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง จนทนไม่ไหว เหมือนกับมีใครมากดหน้าอกไว้ตลอดเวลา เหมือนกับมีก้อนอิฐหลายร้อยก้อนกดทับไว้อยู่ บางรายอาจจะมีอาการเจ็บหน้าอกขึ้นไปถึงคาง หรือ เจ็บจากหน้าอกไปถึงแขนซ้ายร่วมด้วย

วิธีการรักษา

สำหรับอาการโรคหัวใจตีบนั้นหากเราโชคดีที่พบตอนมันยังไม่เป็นอะไรมาก เส้นเลือดยังไม่อุดตันมากเท่าไร แพทย์จะใช้วิธีการให้ยารับประทานเพื่อสลายไขมัน กับ หินปูนที่เกาะอยู่ออกไป หรือ อาจจะเลือกทำบอลลูนหัวใจแทนเพื่อให้เส้นเลือดได้ขยายตัว(เข้าไปขยายเส้นเลือดตีบให้กลับมาขยายตัวตามปกติ) หัวใจสามารถทำงานต่อได้แต่ถ้าหากเส้นเลือดอุดตันมากกว่า 70% นั่นแสดงว่าอาการของเรารุนแรงจนต้องทำการ “ผ่าตัด” เพื่อจัดการเส้นเลือดออกไป

วิธีการผ่าตัด

การผ่าตัดหัวใจเอาแค่ฟังก็ดูน่ากลัวแล้ว เพราะหากพลาดนั่นหมายถึงชีวิตได้เลย การผ่าตัดโรคหัวใจตีบนั้นทำขึ้นเพื่อจัดการเส้นเลือดที่อุดตันออก แล้วสร้างเส้นทางเดินเลือดใหม่โดยอาจจะนำเส้นเลือดแดงจากบริเวณอื่นมาทดแทนส่วนที่ต้องตัด หรือ ทำเส้นทางเดินเลือดใหม่ก็ได้ หลักการผ่าตัดจะมีสองวิธีคือ ผ่าตัดโดยที่หัวใจยังเต้นอยู่ กับ ผ่าตัดตอนที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว ทั้งสองวิธีมีข้อดีข้อเสีย ความยากง่ายแตกต่างกันไปรวมถึงวิธีการพักฟื้นหลังการผ่าตัดด้วย หากใครไม่อยากผ่าตัดด้วยโรคนี้ ควรหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละสองครั้ง

วงการแพทย์ต้องสั่นสะเทือนเมื่อมี วัคซีน HIV ที่กำลังจะได้เริ่มทดลองใช้ในมนุษย์กลางปี 2019 นี้

เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับวงการแพทย์ และผู้ป่วย HIV เพราะว่าเรามีข่าวถึงการพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหมาะสม สามารถที่จะรับมือกับเชื้อ HIV ในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการทดลองในหนู หมู และลิง ทำให้พบว่าวัคซีนใหม่ตัวนี้ช่วยสร้างสารแอนติบอดีในร่างกาย และมันช่วยทำลายเชื้อ HIV กว่าหลายสายพันธุ์ การทดลองนี้จะช่วยให้สามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อนำมารักษาเชื้อ HIV ในร่างกายของมนุษย์

โดยการผลวิจัยนี้ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนผ่านนิตยสารการแพทย์ Nature Medicine ภายใต้การวิจัยของสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (NIAID) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) นักวิทยาศาสตร์ของ NIH นั้นพยายามที่จะใช้ความรู้จากการศึกษาผ่านโครงสร้างของเชื้อ HIV เพื่อมองหาจุดอ่อนของเชื้อไวรัส และนำมาใช้เป็นอาวุธในการทำลายพวกมัน ซึ่งการวิจัยนี้ทำให้เข้าใกล้ความสำเร็จไปอีกขั้น ภารกิจต่อไปก็คือการทำให้วัคซีนมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

วัคซีนนี้สร้างขึ้นจาก เอปิโทป (epitope) เป็นกลุ่มเฉพาะของเอนติเจน ด้วยแอนตี้บอดี้จะเข้าเกาะเชื้อไวรัส HIV หลากหลายสายพันธุ์ และทำให้มันเป็นกลาง หรือถูกทำลายไป ถ้าถามว่าเจ้าเอปิโทปสุดแสนวิเศษนี้ทำไมมันถึงเพิ่งนำมาใช้กัน คำตอบก็คือพวกมันเพิ่งจะถูกค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ หรือเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนนี้เอง ต้องขอบคุณเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานกันอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อหาทางรักษาโรคร้ายให้หมดไป และคงใช้เวลาอีกเพียงไม่นานก่อนที่มันจะนำมาใช้งานได้จริง

คำถามต่อมาคือ ถ้ามันใช้ได้แล้วทำไมยังไม่เอาออกมาเร็วๆ ก่อนอื่นที่พวกเขาจะนำมาใช้งานกับมนุษย์ จะต้องมั่นใจก่อนว่ามันใช้งานได้มีประสิทธิภาพพอ โดยจะทำการทดลองกับบุคคลเป็นกลุ่ม เพื่อดูผลว่าเป็นอย่างไร โดยวัคซีนชุดแรกจะถูกแจกจ่ายในช่วงกลางปี 2019 หลังจากที่ได้ทดลองกับสัตว์เช่น หมู ลิง ทำให้พบว่าวัคซีนนั้นเข้ากันได้กับหลายสายพันธุ์ และก่อนที่จะส่งวัคซีนชุดแรกออกไป จะมีอาสาสมัครที่จะได้รับการทดลองก่อน

นอกเหนือจากนี้ นักวิจัยยังคงมุ่งพัฒนาวัคซีนตัวอื่นๆ ที่ยังใช้งานในปัจจุบัน อย่าง HVTN 702 และ Imbokodo โดยพยายามสร้างให้พวกมันมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม สามารถที่จะทำลายเชื้อไวรัส HIV ได้หลากสายพันธุ์ยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้ากับสังคมในปัจจุบัน ที่เชื้อไวรัส HIV เหล่านี้ได้กลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา การใช้วัคซีนชนิดเดิมซ้ำๆ จะทำให้พวกมันค่อยๆ วิวัฒนาการขึ้น จนในที่สุดวัคซีนเก่าก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป นี่คือสาเหตุที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ถึงทำงานกันอย่างหนัก เพื่อหาวิธีการรักษารูปแบบใหม่กันอยู่ตลอดเวลา

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ช่วยในการผ่าตัดต้อกระจกได้ง่ายขึ้น

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณอายุขึ้นเลข 50 และหมอบอกกับคุณว่า “คุณเป็นต้อกระจกครับ” บางคนถึงกับงง ว่ามันคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร “ต้อกระจก” จะทำให้เกิดความขุ่นมัวในดวงตาของเรา ทำให้ทัศนะวิศัยในการมองเห็นลดลง ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการใช้แว่นตา หรือคอนแทคเลน หรือการทำเลสิคก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ถึงแม้ว่าต้อกระจกจะฟังดูน่ากลัว แต่หมอสามารถผ่าตัดช่วยให้กลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมอีกครั้ง

ต้อกระจกส่วนใหญ่แล้วเกิดกับคนที่สูงวัย โดยคิดเป็นประมาณ 68.3 เปอร์เซ็นของผู้สูงวัยตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไปนั้น พบว่าเป็นต้อกระจกในดวงตา โชคดีที่การแพทย์สมัยใหม่ช่วยให้เราสามารถจัดการผ่าตัดรักษาโรคได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด มีคนไข้กว่า 3 คนได้รับการผ่าตัดและหายดีในทุกๆ ปี และผลที่ออกมานั้นดีกว่าที่ประเมินเอาไว้มาก ทุกคนมีสายตาที่ปกติเหมือนคนทั่วไป ได้รับทัศนะวิศัยในการมองเห็นกลับคืนมาเหมือนเดิม

ในการผ่าตัดนั้น จะเป็นการผ่าเอาวุ้นขุ่นในดวงตาออกและอุดช่องว่างนี้ด้วยวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า เลนส์แก้วตาเทียม (intraocular lens) เพื่อช่วยให้ดวงตากลับมาใสไม่ขุ่นมัว มองเห็นได้ชัดขึ้น กระบวนการรักษานั้นใช้เวลาเพียงไม่นาน และไม่จำเป็นจะต้องพักในโรงพยาบาล ในการแพทย์สมัยใหม่ จะมีการนำเครื่องอัลตราซาวนด์ความถี่สูงมาใช้ผ่าตัดก้อนขุ่นออกเป็นชิ้นๆ และจึงดูดออกมาด้วยความระมัดระวัง วิธีการนี้เรียกว่า Phacoemulsification หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Phoco” ถือเป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการผ่าตัดแบบเดียว ทำให้เกิดดวงตาที่ผลน้อยที่สุด ทำให้การฟื้นตัวเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนจากากรผ่าตัด เช่น จอประสาทหลุดลอก (retinal detachment)

หลังจากสิ่งที่สิ่งแปลกปลอมถูกนำออกไปจากดวงตา การผ่าตัดจะใส่แก้วตาเทียมเข้าไประหว่างชั้นด้านหลังของม่านตา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับแก้วตาเดิมอยู่ ในบางกรณีจะพบว่าผู้ป่วยบางรายจะต้องผ่าตัดด้วยการนำไปแวะในส่วนด้านหน้าของม่านตาแทน แต่ก็ไม่ได้พบเจอได้ทั่วไปสำหรับในเคสแบบนี้ หลังจากที่เสร็จสิ้นกระบวนการผ่าตัด จะต้องเป็นขั้นตอนของการปิดปากแผล ซึ่งจะไม่ใช้วิธีการเย็บแบบปกติเหมือนปากแผลทั่วไป เพราะการผ่าตัดชนิดนี้เกิดรอยแผลที่เล็กมากๆ สามารถหายได้เองตามธรรมาชาติ ไม่เหมือนกับวิธีเดิมๆ ที่เคยทำกันมาตั้งแต่สมัยเก่าแก่ เพราะด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยของวงการแพทย์ ทำให้กระบวนการรักษายิ่งมีความสะดวก และปลอดภัยขึ้นไปอีก ในอนาคตเราอาจจะแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยการผ่าตัดที่น้อยที่สุดในอนาคต

รักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy

ผู้ป่วยจิตเวชในอดีตคนไทยมักเข้าใจว่าเป็นคนโรคจิตแต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยจิตเวชคือคนป่วยคนหนึ่งที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับด้านสมอง ความคิด จิตใจ ไม่ใช่คนบ้าอย่างที่เข้าใจกัน เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนคนที่เจ็บป่วยด้านร่างกาย เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ทำนองนี้เพียงแต่ว่าอาการป่วยทางจิตเวชไมได้แสดงผลออกมาทางร่างกายแต่จะแสดงผลทางด้านความคิด พฤติกรรม เท่านั้น การรักษาผู้ป่วยจิตเวชจึงมีด้วยกันหลากหลายวิธีแต่วิธีหนึ่งที่ตอนนี้ถือว่าน่าสนใจมากๆ ก็คือ การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy

การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy

การรักษาด้วยไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า Electroconvulsive Therapy (ECT) เป็นรูปแบบการรักษาด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งมีความเข้มข้นผ่านเข้าสู่สมองในระยะเวลาสั้นๆ เป็นการให้ผู้ป่วยเกิดอาการชักแต่จะส่งผลไปยังสภาพจิตใจให้ดีมากยิ่งขึ้น เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้นก็คือ Electroconvulsive Therapy เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นเพื่อให้สารสื่อนำประสาทภายในสมองที่หลั่งออกมาอย่างผิดปกติกลับมาทำงานอย่างสม่ำเสมอ พอสารสื่อนำประสาทหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นปกติกระบวนการทำงานด้านสภาพจิตใจ สภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด พฤติกรรมต่างๆ ก็จะกลับมาสู่สภาพปกติตามเดิม

ข้อดีของการรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า

เป็นผลทำให้อาการทางจิตของผู้ป่วยด้านจิตเวชลดลงได้อย่างรวดเร็ว ไม่กอให้เกิดปัญหาการกำเริบของอาการกลับมาซ้ำ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตขั้นรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบเร่งด่วนเพื่อควบคุมให้อาการป่วยทุเลาลง เช่น กลุ่มผู้ป่วยอาการคลุ้มคลั่ง มีความก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง ผู้ป่วยที่เกิดภาวะซึมเศร้าขั้นหนักจนมีความคดอยากฆ่าตัวตายตลอด คนที่มีพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตาย กระนั้นแม้จำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความต้องการแบบเร่งด่วนแล้ว การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้านี้ยังสามารถใช้งานได้กับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองกับยาหรือผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการรับยา เช่น หญิงกำลังตั้งครรภ์ ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่ทนผลข้างเคียงของยาไม่ไหว สำหรับผู้ป่วยที่ถูกประเมินว่าต้องเข้ารับการรักษาด้วยไฟฟ้าต้องผ่านการรักษาวิธีดังกล่าวอย่างน้อย 6-12 ครั้งแบบต่อเนื่องเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ละรายจะมีจำนวนครั้งหรือความถี่ต่างกันไป จิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินการรักษาเองว่าผู้ป่วยรายนี้เหมาะสมกับการรักษาด้วยไฟฟ้ามากน้อยขนาดไหน

ผลข้างเคียงของการรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า

อาการข้างเคียงของผู้ป่วยจิตเวชที่รักษาด้วยไฟฟ้าก็มีหลากหลายตั้งแต่ปวดศีรษะ ไม่สบายตัว ปวดเมื่อยเนื้อตัว สับสน สูญเสียความจำชั่วคราว บางรายหนักๆ หน่อยก็ถึงขั้นกระดูกหัก ข้อเคลื่อน หรือเสียชีวิตได้ก็มีโดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคจำพวก โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับสมอง โรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นต้น

คลื่นเสียงกับการรักษาโรคปวดหลังปวดคอ

อาการปวดหลังปวดคอแบบเรื้อรังพบได้ในกลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มวัยทำงาน ไม่ว่าจะนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมประจำหรือการทำงานหักโหมในกลุ่มแรงงานที่ต้องยกของหนักนำไปสู่ภาวะปวดหลังปวดคอที่เกิดจากฐานรองกระดูก ส่วนในรายอื่นอาจพบได้ตั้งแต่กำเนิดที่มีกระดูกสันหลังผิดรูป เกิดจากอุบัติเหตุ กระดูกหัก กระดูกเคลื่อนที่ โรคติดเชื้อ โรคเนื้องอกในกระดูกสันหลัง ฯลฯ ปัจจุบันการรักษาโรคปวดหลังปวดคอมีหลายวิธีโดยไม่ต้องผ่าตัด หนึ่งในนั้นคือการใช้พลังงานคลื่นเสียงรักษาเป็นเทคนิคสมัยใหม่ที่ใช้เวลาน้อยที่สุดและผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยที่สุดด้วย

คลื่นเสียงกับการรักษาอาการปวดหลังปวดคอ

การรักษาโรคปวดหลังปวดคอที่ใช้คลื่นเสียงเรียกว่า Disc Nucleoplasty เป็นเทคนิคใหม่ใช้รักษาอาการปวดหลัง ปวดคอ เนื่องจากหมอนกระดูกสันหลัง โดยในทางการรักษาแล้วจะใช้พลังงานคลื่นเสียง เพื่อทำหน้าที่สลายและดูดเอาเศษชิ้นเนื้อขนาดเล็กออกจากหมอนรองกระดูกสันหลังที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าว ผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วย Disc Nucleoplasty ต้องมีสาเหตุมาจากหมอนรองกระดูกสันหลังอักเสบ ในระยะแรกแพทย์จะทำการให้ยาต้านการอักเสบ การรักษากายภาพบำบัด หรือให้ยาฉีดเฉพาะที่ก่อน หากภายใน 1-2 เดือนอาการยังไม่ดีขึ้นแพทย์จะพิจารณาให้รักษาด้วยวิธี Disc Nucleoplasty

วิธีการรักษาด้วย Disc Nucleoplasty

เริ่มจากการวินิจฉัยก่อนว่ามาจากหมอนรองกระดูกสันหลังหรือไม่ โดยใช้เครื่องช่วยตรวจร่างกาย X-ray MRI ที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจหา เมื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงแล้วจึงให้ยาชาเฉพาะที่และยาระงับประสาทอ่อนๆ จากนั้นจะให้แพทย์เฉพาะทางใช้เข็ม introducer เจาะผ่านแทรกเข้าไปในหมอนรองกระดูกสันหลังแล้วปล่อยพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านเข็มโดยทำการดูดเอาเนื้อเยื่อส่วนนูนหรือส่วนที่เกินออกมาจากหมอนรองกระดูกสันหลัง เนื้อเยื่อจะเกิดการสลายและหดตัวทำให้การอักเสบและการกดทับเส้นหายไปได้

ข้อดีในการรักษาด้วยเทคโนโลยี Disc Nucleoplasty

ข้อดีของการใช้คลื่นเสียงรักษาโรคปวดคอปวดหลังคือ ใช้เวลารักษาน้อยที่สุดเพียงแค่ 60 นาทีหรือน้อยกว่านั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดระหว่างการรักษาน้อยมากเพราะไม่ต้องผ่าตัด ไม่สูญเสียเลือด เนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงก็ไม่ถูกทำลายหรือได้รับผลกระทบ สามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้นหลังจากรับการรักษาผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดหลังปวดคอเพียงไม่กี่วันแต่อาการทั้งหมดนี้จะดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์

การป้องอาการปวดหลังปวดคอคือการขยับร่างกายเป็นประจำ ไม่อยู่ในท่าเดิมนานเกินไป ไม่ควรแบกหรือยกของหนักหรือสะพายกระเป๋าหนักๆ ไว้บนไหล่ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็งได้ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบว่าตนเองมีอาการปวดหลังปวดคอเรื้อรังหรือพบคนใกล้ชิดมีอาการดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง เพื่อหาวิธีการรักษาที่ถูกต้องและลดอาการปวดทรมาน ลดโอกาสพิการ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ยาสำหรับการรักษาหอบหืด

อาการหอบหืดส่วนใหญ่แล้วมักเป็นอาการที่เกิดจากโรคประจำตัวเป็นหลัก ซึ่งหลายคนก็มองว่าอาการเหล่านี้จะค่อนข้างเป็นอันตรายมากๆ ถ้าหากว่าไม่มีการรักษาให้ถูกวิธี เพราะฉะนั้นการรู้จักยาที่ช่วยในการรักษาโรคหอบหืดประเภทต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่ว่าแม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นแต่ถ้าหากมีคนใกล้ตัวเป็นโรคนี้จะได้รู้จักวิธีการรักษาและการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นมารู้จักกับยาสำหรับรักษาหอบหืดว่ามีประเภทไหนบ้าง

ทำความรู้จักกับยารักษาหอบหืด

  1. ยาควบคุมหอบหืดระยะยาว – ทำหน้าที่ในการช่วยป้องกันอาการบวมหรืออาการอักเสบของหลอดลม เช่น สเตียรอยด์แบบสูดดม, ยาทีโอฟิลลีน, ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกแบบออกฤทธิ์นาน สเตียรอยด์แบบสูดดมจัดเป็นยาที่ช่วยรักษาอาการได้ดีที่สุดแต่ใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงเห็นผล ต้องใช้ทุกวันแม้ไม่มีอาการหากหยุดเองอาจกลับมากำเริบได้อีกแต่ถ้าพ่นขณะหอบก็ไม่ช่วยเช่นกัน
  2. ยาบรรเทาอาการที่เกิดแบบเฉียบพลัน – ใช้เมื่อรู้สึกหอบเพื่อให้อาการลดลงอย่างรวดเร็ว จะช่วยเปิดช่องทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น ลดการบีบตัวของหลอดลม ควบคุมอาการของโรคได้แบบฉับพลัน ออกฤทธิ์เร็วและนาน เช่น สเตียรอยด์แบบฉีด
  3. ยาขยายหลอดลม – แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกทั้งแบบเห็นผลช้าและเร็ว, ยาต้านประสาทพาราซิมเทติก และยาทีโอฟิลลีน ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกแบบเห็นผลเร็วเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืดฉับพลัน ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกเห็นผลช้าแต่ยาวนานเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืดต่อเนื่อง อาการหนัก ลดอาการไอและหอบตอนกลางคืนได้ ใช้คู่กับสเตียรอยด์กรณีร่างกายรับสเตียรอยด์ไม่ดีนัก ส่วนยาต้านประสาทพาราซิมเทติกให้ผลช้า ยากลุ่มแทนซีนหรือยาทีโอฟิลลีนมีทั้งช้าและเร็ว ทำให้กระบังลมหดตัวดีชึ้น ขยายหลอดลม ลดการเกร็งกล้ามเนื้อหลอดลม กำจัดเสมหะ ป้องกันหลอดเลือดฝอยแตก ลดเสมหะ
  4. ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ – บางทีหอบหืดไม่ได้เกิดจากการหดตัวของหลอดลมแต่มาจากการอับเสบต่อเนื่อง ทำให้มีการพัฒนายาขยายหลอดลมมาเป็นยาแก้อักเสบแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ สูดดม กิน และฉีด
  5. ยาต้านลิวโคไทรอีน – ช่วยขยายหลอดลมและป้องกันการอักเสบใกล้เคียงสเตียรอยด์แบบสูดดมขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งาน ไม่แนะนำในการรักษาอาการหอบหืดขั้นปานกลางหรือหนักด้วยการกินวันเว้นวัน
  6. ยาพ่นจมูก – ใช้สำหรับเด็กที่เป็นหอบหืดฉีดพ่นเข้าไปในทางเดินหายใจเพื่อรักษาการอักเสบจากภูมิแพ้ ใช้ปริมาณน้อย เห็นผลเร็ว คนในครอบครัวก็ฉีดพ่นให้ได้

รู้จักกับความผิดปกติของหลอดเลือด (เส้นเลือดขอด)

อาการเส้นเลือดขอดเป็นอาการที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งบางคนก็มองว่าอาจไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรทว่าจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นอาการใดก็ตามหากเกิดขึ้นกับร่างกายย่อมไม่ส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วยกันทั้งสิ้น อาการเส้นเลือดขอดนี้ก็เช่นเดียวกันหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจทำให้ร่างกายเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตได้เช่นเดียวกัน ลองมาทำความรู้จักกับอาการเส้นเลือดขอดรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ที่น่าสนใจว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

รู้จักกับความผิดปกติของหลอดเลือด (เส้นเลือดขอด)

อาการเส้นเลือดขอดเป็นภาวะในการมีความผิดปกติของหลอดเลือดดำ ส่วนใหญ่แล้วมักจะหมายถึงความผิดปกติของเส้นหลอดเลือดตรงส่วนขา เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดดำที่ทำให้ผู้มีอาการดังกล่าวต้องมาเข้ารับการรักษาจากแพทย์ โดยหลอดเลือดดำที่ขานั้นเลือดจะถูกลำเลียงกลับไปยังหัวใจด้วยความดันราว 20 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งเลือดในกล้ามเนื้อขาจะเข้าไปตรงหลอดเลือดดำส่วนลึก ในส่วนของเลือดจากผิดหนังกับเนื้อเยื่อที่อยู่รอบนอกก็จะไหลไปตามเส้นหลอดเลือดดำ หากเกิดความผิดปกติจากการรวมกันของหลอดเลือดดำตรงบริเวณนี้จะทำให้เลือดไหลย้อนลงมาตามหลอดเลือดดำส่วนตื้นจนก่อให้เกิดการโป่งขยายตัวของหลอดเลือดดำส่วนปลายซึ่งเราเรียกภาวะดังกล่าวว่า ภาวะหลอดเลือดขอด

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหลอดเลือดขอด

จริงๆ แล้วสาเหตุสุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการหลอดเลือดขอดนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายสามารถจำแนกออกมาเป็นรายละเอียดต่างๆ ได้ดังนี้

  1. เมื่อมีอายุมากขึ้นสามารถพบอาการหลอดเลือดขอดได้สูงถึง 70% โดยเฉพาะคนที่อายุ 70 ปีขึ้นไปมีโอกาสพบอาการนี้ได้สูงมาก
  2. ผู้ป่วยที่ประวัติครอบครัวเคยมีผู้ที่มีอาการป่วยเป็นหลอดเลือดขอดหรือเส้นเลือดขอด
  3. อาการเส้นเลือดขอดหรือหลอดเลือดขอดสามารถพบได้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  4. อาการหลอดเลือดขอดสามารถพบได้ในระหว่างการตั้งครรภ์สืบเนื่องมาจากว่าอาจมีระดับของฮอร์โมนสูงกว่าปกติ
  5. ผู้ที่ต้องทำงานด้วยการยืนเป็นเวลานานในแต่ละวัน ทำติดต่อกันนานมากๆ
  6. กลุ่มคนที่มีน้ำหนักตัวสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานหรือกลุ่มคนอ้วนนั่นเอง
  7. พบมากในประชากรกลุ่มประเทศตะวันตกถึง 12% ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากอาหารที่ทานด้วย

การรักษาอาการเส้นเลือดขอด

จริงแล้วสามารถทำได้หลายวิธีทั้งการให้คำแนะนำของแพทย์ การใช้ถุงน่องทางการแพทย์ การพันผ้ายึด การฉีดยาเข้าไปยังเส้นเลือดที่ขอด หรือแม้แต่การผ่าตัด ขึ้นอยู่กับอาการของโรคที่เป็นว่าหนักเบาขนาดไหนโดยหมอจะเป็นผู้วินิจฉัย

ความปลอดภัยจากการฉายรังสีให้แก่เด็ก

หากนึกถึงพื้นฐานปกติคนทั่วไปมักจะคิดว่าการฉายรังสีคือการรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากว่าเด็กๆ คงไม่ได้มีอาการป่วยถึงขั้นว่าต้องทำการฉายรังสีเพื่อทำการรักษาอย่างแน่นอน ทว่าจริงๆ แล้วทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถเกิดอาการป่วยที่จำเป็นต้องใช้การฉายรังสีได้ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นปัญหาของการเกิดการฉายรังสีจากเด็กทำให้เกิดข้อสงสัยกับหลายคนมากว่ามีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ลองมาทำความเข้าใจและเรียนรู้รายละเอียดเหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน

ความปลอดภัยของเด็กจากการฉายรังสี

การฉายแสงหรือที่เรียกว่า รังสีรักษา ถือว่าเป็นรูปแบบการรักษาที่ดีมากๆ สำหรับโรคมะเร็งบางประเภทในเด็ก ส่งผลให้เกิดอัตราการหายขาดจากโรคดังกล่าวนั้นมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้วิธีรังสีรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อหวังผลว่าจะได้หายขาด ทำให้จริงๆ แล้วการฉายรังสีในเด็กจึงไม่เหมือนกับการรักษาด้วยการฉายรังสีในผู้ใหญ่ที่ไม่มีทางเลือกสำหรับการรักษาอื่นใดนอกจากการฉายรังสีเพื่อหวังแค่ยืดอายุให้ยาวนานขึ้นไปอีกแค่นั้นเอง ว่ากันตามความเป็นจริงผลข้างเคียงของการฉายรังสีให้กับเด็กเล็กจะมีมากกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ผลข้างเคียงเบื้องต้นก็คือกระดูกส่วนที่โดนรังสีอาจหยุดการเจริญเติบโตส่งผลให้ความสูงไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น หากว่าเด็กคนดังกล่าวโตได้อย่างเต็มที่แขนขาข้างที่ได้รับการฉายรังสีก็จะสั้นกว่าแขนขาอีกข้างหนึ่ง ส่วนการฉายรังสีที่สมองเพื่อใช้รักษาอาการโรคมะเร็งสมองในเด็กเล็กจะส่งผลให้สมองเกิดการพัฒนาที่ช้ากว่าปกติ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ทางการแพทย์จะมีการพยายามหลีกเลี่ยงการฉายรังสีในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งถ้าบางอาการหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จำเป็นต้องฉายแล้วก็เป็นความคิดเห็นของผู้ปกครองเด็กที่จะต้องมองดูผลดีผลเสียของรังสีต่อเด็กในการรักษาโรคว่าแบบไหนคุ้มกว่ากัน การฉายรังสีที่สมองในเด็กส่วนใหญ่เพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด acute lymphoblastic leukemia เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งกลับมาในน้ำไขสันหลัง

การฉายรังสีของโรคนี้จะให้ปริมาณไม่มากแต่ก็ได้ผลดี ไม่ส่งผลเสียต่อสมอง สติปัญญา หรือความสูง ส่วนการฉายรังสีโรคมะเร็งสมองหรือระบบประสาทจะให้ขนาดสูงสุดเท่าที่ร่างกายรับไหว เรื่องของการฉายรังสีมักให้แค่วันละครั้งในปริมาณที่น้อยติดต่อกัน 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งหนึ่งใช้เวลา 5 นาที เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็กมากจนเกินไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้ดีสำหรับการรักษา