Home » ทดสอบ/รักษา

Category Archives: ทดสอบ/รักษา

Start here

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ช่วยในการผ่าตัดต้อกระจกได้ง่ายขึ้น

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณอายุขึ้นเลข 50 และหมอบอกกับคุณว่า “คุณเป็นต้อกระจกครับ” บางคนถึงกับงง ว่ามันคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร “ต้อกระจก” จะทำให้เกิดความขุ่นมัวในดวงตาของเรา ทำให้ทัศนะวิศัยในการมองเห็นลดลง ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการใช้แว่นตา หรือคอนแทคเลน หรือการทำเลสิคก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ถึงแม้ว่าต้อกระจกจะฟังดูน่ากลัว แต่หมอสามารถผ่าตัดช่วยให้กลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมอีกครั้ง

ต้อกระจกส่วนใหญ่แล้วเกิดกับคนที่สูงวัย โดยคิดเป็นประมาณ 68.3 เปอร์เซ็นของผู้สูงวัยตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไปนั้น พบว่าเป็นต้อกระจกในดวงตา โชคดีที่การแพทย์สมัยใหม่ช่วยให้เราสามารถจัดการผ่าตัดรักษาโรคได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด มีคนไข้กว่า 3 คนได้รับการผ่าตัดและหายดีในทุกๆ ปี และผลที่ออกมานั้นดีกว่าที่ประเมินเอาไว้มาก ทุกคนมีสายตาที่ปกติเหมือนคนทั่วไป ได้รับทัศนะวิศัยในการมองเห็นกลับคืนมาเหมือนเดิม

ในการผ่าตัดนั้น จะเป็นการผ่าเอาวุ้นขุ่นในดวงตาออกและอุดช่องว่างนี้ด้วยวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า เลนส์แก้วตาเทียม (intraocular lens) เพื่อช่วยให้ดวงตากลับมาใสไม่ขุ่นมัว มองเห็นได้ชัดขึ้น กระบวนการรักษานั้นใช้เวลาเพียงไม่นาน และไม่จำเป็นจะต้องพักในโรงพยาบาล ในการแพทย์สมัยใหม่ จะมีการนำเครื่องอัลตราซาวนด์ความถี่สูงมาใช้ผ่าตัดก้อนขุ่นออกเป็นชิ้นๆ และจึงดูดออกมาด้วยความระมัดระวัง วิธีการนี้เรียกว่า Phacoemulsification หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Phoco” ถือเป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการผ่าตัดแบบเดียว ทำให้เกิดดวงตาที่ผลน้อยที่สุด ทำให้การฟื้นตัวเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนจากากรผ่าตัด เช่น จอประสาทหลุดลอก (retinal detachment)

หลังจากสิ่งที่สิ่งแปลกปลอมถูกนำออกไปจากดวงตา การผ่าตัดจะใส่แก้วตาเทียมเข้าไประหว่างชั้นด้านหลังของม่านตา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับแก้วตาเดิมอยู่ ในบางกรณีจะพบว่าผู้ป่วยบางรายจะต้องผ่าตัดด้วยการนำไปแวะในส่วนด้านหน้าของม่านตาแทน แต่ก็ไม่ได้พบเจอได้ทั่วไปสำหรับในเคสแบบนี้ หลังจากที่เสร็จสิ้นกระบวนการผ่าตัด จะต้องเป็นขั้นตอนของการปิดปากแผล ซึ่งจะไม่ใช้วิธีการเย็บแบบปกติเหมือนปากแผลทั่วไป เพราะการผ่าตัดชนิดนี้เกิดรอยแผลที่เล็กมากๆ สามารถหายได้เองตามธรรมาชาติ ไม่เหมือนกับวิธีเดิมๆ ที่เคยทำกันมาตั้งแต่สมัยเก่าแก่ เพราะด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยของวงการแพทย์ ทำให้กระบวนการรักษายิ่งมีความสะดวก และปลอดภัยขึ้นไปอีก ในอนาคตเราอาจจะแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยการผ่าตัดที่น้อยที่สุดในอนาคต

รักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy

ผู้ป่วยจิตเวชในอดีตคนไทยมักเข้าใจว่าเป็นคนโรคจิตแต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยจิตเวชคือคนป่วยคนหนึ่งที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับด้านสมอง ความคิด จิตใจ ไม่ใช่คนบ้าอย่างที่เข้าใจกัน เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนคนที่เจ็บป่วยด้านร่างกาย เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ทำนองนี้เพียงแต่ว่าอาการป่วยทางจิตเวชไมได้แสดงผลออกมาทางร่างกายแต่จะแสดงผลทางด้านความคิด พฤติกรรม เท่านั้น การรักษาผู้ป่วยจิตเวชจึงมีด้วยกันหลากหลายวิธีแต่วิธีหนึ่งที่ตอนนี้ถือว่าน่าสนใจมากๆ ก็คือ การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy

การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า Electroconvulsive Therapy

การรักษาด้วยไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า Electroconvulsive Therapy (ECT) เป็นรูปแบบการรักษาด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งมีความเข้มข้นผ่านเข้าสู่สมองในระยะเวลาสั้นๆ เป็นการให้ผู้ป่วยเกิดอาการชักแต่จะส่งผลไปยังสภาพจิตใจให้ดีมากยิ่งขึ้น เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้นก็คือ Electroconvulsive Therapy เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นเพื่อให้สารสื่อนำประสาทภายในสมองที่หลั่งออกมาอย่างผิดปกติกลับมาทำงานอย่างสม่ำเสมอ พอสารสื่อนำประสาทหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นปกติกระบวนการทำงานด้านสภาพจิตใจ สภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด พฤติกรรมต่างๆ ก็จะกลับมาสู่สภาพปกติตามเดิม

ข้อดีของการรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า

เป็นผลทำให้อาการทางจิตของผู้ป่วยด้านจิตเวชลดลงได้อย่างรวดเร็ว ไม่กอให้เกิดปัญหาการกำเริบของอาการกลับมาซ้ำ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตขั้นรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบเร่งด่วนเพื่อควบคุมให้อาการป่วยทุเลาลง เช่น กลุ่มผู้ป่วยอาการคลุ้มคลั่ง มีความก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง ผู้ป่วยที่เกิดภาวะซึมเศร้าขั้นหนักจนมีความคดอยากฆ่าตัวตายตลอด คนที่มีพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตาย กระนั้นแม้จำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความต้องการแบบเร่งด่วนแล้ว การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้านี้ยังสามารถใช้งานได้กับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองกับยาหรือผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการรับยา เช่น หญิงกำลังตั้งครรภ์ ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่ทนผลข้างเคียงของยาไม่ไหว สำหรับผู้ป่วยที่ถูกประเมินว่าต้องเข้ารับการรักษาด้วยไฟฟ้าต้องผ่านการรักษาวิธีดังกล่าวอย่างน้อย 6-12 ครั้งแบบต่อเนื่องเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ละรายจะมีจำนวนครั้งหรือความถี่ต่างกันไป จิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินการรักษาเองว่าผู้ป่วยรายนี้เหมาะสมกับการรักษาด้วยไฟฟ้ามากน้อยขนาดไหน

ผลข้างเคียงของการรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยไฟฟ้า

อาการข้างเคียงของผู้ป่วยจิตเวชที่รักษาด้วยไฟฟ้าก็มีหลากหลายตั้งแต่ปวดศีรษะ ไม่สบายตัว ปวดเมื่อยเนื้อตัว สับสน สูญเสียความจำชั่วคราว บางรายหนักๆ หน่อยก็ถึงขั้นกระดูกหัก ข้อเคลื่อน หรือเสียชีวิตได้ก็มีโดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคจำพวก โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับสมอง โรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นต้น

คลื่นเสียงกับการรักษาโรคปวดหลังปวดคอ

อาการปวดหลังปวดคอแบบเรื้อรังพบได้ในกลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มวัยทำงาน ไม่ว่าจะนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมประจำหรือการทำงานหักโหมในกลุ่มแรงงานที่ต้องยกของหนักนำไปสู่ภาวะปวดหลังปวดคอที่เกิดจากฐานรองกระดูก ส่วนในรายอื่นอาจพบได้ตั้งแต่กำเนิดที่มีกระดูกสันหลังผิดรูป เกิดจากอุบัติเหตุ กระดูกหัก กระดูกเคลื่อนที่ โรคติดเชื้อ โรคเนื้องอกในกระดูกสันหลัง ฯลฯ ปัจจุบันการรักษาโรคปวดหลังปวดคอมีหลายวิธีโดยไม่ต้องผ่าตัด หนึ่งในนั้นคือการใช้พลังงานคลื่นเสียงรักษาเป็นเทคนิคสมัยใหม่ที่ใช้เวลาน้อยที่สุดและผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยที่สุดด้วย

คลื่นเสียงกับการรักษาอาการปวดหลังปวดคอ

การรักษาโรคปวดหลังปวดคอที่ใช้คลื่นเสียงเรียกว่า Disc Nucleoplasty เป็นเทคนิคใหม่ใช้รักษาอาการปวดหลัง ปวดคอ เนื่องจากหมอนกระดูกสันหลัง โดยในทางการรักษาแล้วจะใช้พลังงานคลื่นเสียง เพื่อทำหน้าที่สลายและดูดเอาเศษชิ้นเนื้อขนาดเล็กออกจากหมอนรองกระดูกสันหลังที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าว ผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วย Disc Nucleoplasty ต้องมีสาเหตุมาจากหมอนรองกระดูกสันหลังอักเสบ ในระยะแรกแพทย์จะทำการให้ยาต้านการอักเสบ การรักษากายภาพบำบัด หรือให้ยาฉีดเฉพาะที่ก่อน หากภายใน 1-2 เดือนอาการยังไม่ดีขึ้นแพทย์จะพิจารณาให้รักษาด้วยวิธี Disc Nucleoplasty

วิธีการรักษาด้วย Disc Nucleoplasty

เริ่มจากการวินิจฉัยก่อนว่ามาจากหมอนรองกระดูกสันหลังหรือไม่ โดยใช้เครื่องช่วยตรวจร่างกาย X-ray MRI ที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจหา เมื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงแล้วจึงให้ยาชาเฉพาะที่และยาระงับประสาทอ่อนๆ จากนั้นจะให้แพทย์เฉพาะทางใช้เข็ม introducer เจาะผ่านแทรกเข้าไปในหมอนรองกระดูกสันหลังแล้วปล่อยพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านเข็มโดยทำการดูดเอาเนื้อเยื่อส่วนนูนหรือส่วนที่เกินออกมาจากหมอนรองกระดูกสันหลัง เนื้อเยื่อจะเกิดการสลายและหดตัวทำให้การอักเสบและการกดทับเส้นหายไปได้

ข้อดีในการรักษาด้วยเทคโนโลยี Disc Nucleoplasty

ข้อดีของการใช้คลื่นเสียงรักษาโรคปวดคอปวดหลังคือ ใช้เวลารักษาน้อยที่สุดเพียงแค่ 60 นาทีหรือน้อยกว่านั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดระหว่างการรักษาน้อยมากเพราะไม่ต้องผ่าตัด ไม่สูญเสียเลือด เนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงก็ไม่ถูกทำลายหรือได้รับผลกระทบ สามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้นหลังจากรับการรักษาผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดหลังปวดคอเพียงไม่กี่วันแต่อาการทั้งหมดนี้จะดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์

การป้องอาการปวดหลังปวดคอคือการขยับร่างกายเป็นประจำ ไม่อยู่ในท่าเดิมนานเกินไป ไม่ควรแบกหรือยกของหนักหรือสะพายกระเป๋าหนักๆ ไว้บนไหล่ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็งได้ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบว่าตนเองมีอาการปวดหลังปวดคอเรื้อรังหรือพบคนใกล้ชิดมีอาการดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง เพื่อหาวิธีการรักษาที่ถูกต้องและลดอาการปวดทรมาน ลดโอกาสพิการ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ยาสำหรับการรักษาหอบหืด

อาการหอบหืดส่วนใหญ่แล้วมักเป็นอาการที่เกิดจากโรคประจำตัวเป็นหลัก ซึ่งหลายคนก็มองว่าอาการเหล่านี้จะค่อนข้างเป็นอันตรายมากๆ ถ้าหากว่าไม่มีการรักษาให้ถูกวิธี เพราะฉะนั้นการรู้จักยาที่ช่วยในการรักษาโรคหอบหืดประเภทต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่ว่าแม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นแต่ถ้าหากมีคนใกล้ตัวเป็นโรคนี้จะได้รู้จักวิธีการรักษาและการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นมารู้จักกับยาสำหรับรักษาหอบหืดว่ามีประเภทไหนบ้าง

ทำความรู้จักกับยารักษาหอบหืด

  1. ยาควบคุมหอบหืดระยะยาว – ทำหน้าที่ในการช่วยป้องกันอาการบวมหรืออาการอักเสบของหลอดลม เช่น สเตียรอยด์แบบสูดดม, ยาทีโอฟิลลีน, ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกแบบออกฤทธิ์นาน สเตียรอยด์แบบสูดดมจัดเป็นยาที่ช่วยรักษาอาการได้ดีที่สุดแต่ใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงเห็นผล ต้องใช้ทุกวันแม้ไม่มีอาการหากหยุดเองอาจกลับมากำเริบได้อีกแต่ถ้าพ่นขณะหอบก็ไม่ช่วยเช่นกัน
  2. ยาบรรเทาอาการที่เกิดแบบเฉียบพลัน – ใช้เมื่อรู้สึกหอบเพื่อให้อาการลดลงอย่างรวดเร็ว จะช่วยเปิดช่องทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น ลดการบีบตัวของหลอดลม ควบคุมอาการของโรคได้แบบฉับพลัน ออกฤทธิ์เร็วและนาน เช่น สเตียรอยด์แบบฉีด
  3. ยาขยายหลอดลม – แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกทั้งแบบเห็นผลช้าและเร็ว, ยาต้านประสาทพาราซิมเทติก และยาทีโอฟิลลีน ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกแบบเห็นผลเร็วเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืดฉับพลัน ยากระตุ้นประสาทซิมพาเทติกเห็นผลช้าแต่ยาวนานเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืดต่อเนื่อง อาการหนัก ลดอาการไอและหอบตอนกลางคืนได้ ใช้คู่กับสเตียรอยด์กรณีร่างกายรับสเตียรอยด์ไม่ดีนัก ส่วนยาต้านประสาทพาราซิมเทติกให้ผลช้า ยากลุ่มแทนซีนหรือยาทีโอฟิลลีนมีทั้งช้าและเร็ว ทำให้กระบังลมหดตัวดีชึ้น ขยายหลอดลม ลดการเกร็งกล้ามเนื้อหลอดลม กำจัดเสมหะ ป้องกันหลอดเลือดฝอยแตก ลดเสมหะ
  4. ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ – บางทีหอบหืดไม่ได้เกิดจากการหดตัวของหลอดลมแต่มาจากการอับเสบต่อเนื่อง ทำให้มีการพัฒนายาขยายหลอดลมมาเป็นยาแก้อักเสบแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ สูดดม กิน และฉีด
  5. ยาต้านลิวโคไทรอีน – ช่วยขยายหลอดลมและป้องกันการอักเสบใกล้เคียงสเตียรอยด์แบบสูดดมขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งาน ไม่แนะนำในการรักษาอาการหอบหืดขั้นปานกลางหรือหนักด้วยการกินวันเว้นวัน
  6. ยาพ่นจมูก – ใช้สำหรับเด็กที่เป็นหอบหืดฉีดพ่นเข้าไปในทางเดินหายใจเพื่อรักษาการอักเสบจากภูมิแพ้ ใช้ปริมาณน้อย เห็นผลเร็ว คนในครอบครัวก็ฉีดพ่นให้ได้

Ultrasound มีประโยชน์อย่างไร

ปัจจุบันเครื่องไม้ เครื่องมือทางการแพทย์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้สามารถตรวจรักษาโรคต่างๆได้ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น การเอกซเรย์, การอัลตร้าซาวนด์ เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าอัลตร้าซาวด์มีประโยชน์ในการช่วยตรวจรักษาโรคอย่างไรบ้าง

อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) หรือวิธีการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นการตรวจที่ไม่มีอันตรายต่อผู้ที่ได้รับการตรวจเพราะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งมีความปลอดภัยเป็นอน่างมาก ดังนั้นการตรวจอัลตร้าซาวด์จึงมักนิยมใช้ตรวจในสตรีที่ตั้งครรภ์เพื่อดูภาพความสมบูรณ์ของทารกที่อยู่ภายในครรภ์ ซึ่งในการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสามารถแบ่งการออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ใช้เพื่อการวินิจฉัย และ เพื่อการรักษา

การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic ultrasound หรือ sonography หรือ ultrasonography) เป็นการนำคลื่นเสียงมาสร้างภาพของอวัยวะรวมทั้งโครงสร้างภายในของร่างกายเพื่อช่วยในการวินิจฉัยภาวะทางการแพทย์ ภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการตรวจนั้นจะถูกเรียกว่า sonograms ส่วนขั้นตอนการตรวจผู้ที่รับการตรวจจะนอนอยู่บนโต๊ะตรวจโดยให้ส่วนของร่างกายที่ต้องการจะตรวจเห็นได้เด่นชัดขึ้น หลังจากนั้นแพทย์หรือนักเทคนิคจะทาเจลตรงจุดที่จะตรวจเพื่อช่วยส่งคลื่นเสียงผ่านเข้าสู่ผิวหนังบริเวณที่ต้องการจะให้แสดงภาพ ก่อนที่จะนำเครื่องมือ transducer วางลงไปบนผิวหนังที่มีการทาเจลไว้แล้ว เครื่องมือนี้ก็จะส่งคลื่นเสียงความถี่สูงสะท้อนเนื้อเยื่อและอวัยวะกลับออกมา คลื่นจะวิเคราะห์สะท้อนและแปลงมาเป็นภาพแสดงบนหน้าจอ แพทย์ก็จะนำภาพที่ได้มาใช้ในการวินิจฉัยโรคเพื่อหาทางรักษา อาทิเช่น

  • ประเมินพร้อมระบุสาเหตุของอาการปวด บวม และการติดเชื้อ
  • ตรวจหาเนื้องอก
  • ช่วยในการทำหัตถการที่อันตราย เช่น การใช้เข็มเจาะตัดชิ้นเนื้อและการใช้ยาสลบที่ต้องใช้เข็ม
  • ตรวจหาความผิดปกติของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการรักษา หากใช้วิธีนี้จะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ วิธีการนี้มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้รักษาเป็นสำคัญ ซึ่งการที่เลือกใช้วิธีนี้รักษา ประกอบด้วย

  • สลายนิ่วขนาดใหญ่ทั้งที่อยู่ในไตและในถุงน้ำดี
  • ทำลายเนื้องอกในมดลูกที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง
  • ทำความสะอาดฟัน
  • สลายต้อกระจกในดวงตา
  • นำมาใช้ในการทำกายภาพบำบัด (สามรถเข้าไปช่วยยืดเส้นเอ็น ยืดกล้มเนื้อ และเนื้อเยื่ออื่นๆ) เช่น โรคเอ็นอักเสบ
  • การรักษาเนื้องอกและถุงน้ำต่างๆ
  • เข้าไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก เพื่อช่วยรักษาในกรณีที่กระดูกหัก
  • สามารใช้หยุดเลือดในขณะผ่าตัดหรือตัดเนื้อเยื่อได้

นอกจากนั้นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยังใช้เพื่อช่วยระบุตำแห่งระหว่างการให้ยาในเนื้อเยื่อบางชนิดได้อีกด้วยคะ

“Radiology” คืออะไร

Radiology หรือ รังสีวิทยาซึ่งเป็นสาขาทางการแพทย์ที่เป็นสาขาเฉพาะทาง ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างภาพในรูปแบบต่างๆของร่างกายเพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคโดยอาศัยเครื่องมือพิเศษที่เป็นเฉพาะในทางการแพทย์ด้วยการใช้รังสีเอกซ (X-Ray) รังสีแกมมา (Gamma ray) จากสารกัมมันตภาพรังสีคลื่นเสียง, คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound), คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Nuclear Magnetic Resonance Imaging ) ในการรักษา เป็นต้น

คนที่เรียนจบทางด้านนี้จะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาที่เรามักจะเรียกกันว่า “รังสีแพทย์” ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องการวินิจฉัยโรคด้วยการวิเคราะห์จากภาพวินิจฉัย (imaging) อาทิเช่น การเอกซเรย์, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT), อัลตราซาวด์, คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI), เพ็ท (PET) ดังนั้นวิธีการรักษาโรคด้วยการใช้ภาพวินิจฉัยนำทางอาจไม่จำเป็นต้องต้องผ่าตัดเสมอไป สาเหตุเพราะภาพวินิจฉัยบางชนิดจะใช้รังสีเอ็กซ์ในการสร้างภาพ จึงอาจกล่าวได้ว่ารังสีแพทย์จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักและต้องมีความเข้าใจมากเพราะต้องรู้ขั้นตอนในการปรับรังสีเอ็กซ์ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย รวมทั้งต้องวางแนวทางในการป้องกันรังสีเอ็กซ์อีกด้วย ซึ่งคนที่จะมาเป็นรังสีแพทย์ได้ต้องจบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต เหมือนกับแพทย์สาขาอื่นๆแล้วไปฝึกวิชาความรู้เกี่ยวกับระบบสาธารณสุขในสถานพยาบาล    1 – 3 ปีก่อนที่จะเข้ามาเรียนต่อเฉพาะทางด้านรังสีวิทยาอีก 3 ปี เพื่อที่แพทยสภาจะได้มอบวุฒิบัตรว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิฉัยหรือรังสีวิทยาทั่ว ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีถึงจะเป็นรังสีแพทย์ได้ แต่ถ้าหากรังสีแพทย์ศึกษาต่อเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 – 2 ปี เพื่อที่จะได้รับประกาศนียบัตรสาขาเฉพาะทางในแนวลึก ซึ่งในปัจจุบันนี้มีอยู่หลากหลายสาขาให้เลือกเรียน

แล้วรังสีแพทย์สามารถช่วยอะไรผู้ป่วยได้บ้าง

  • ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับแพทย์ประจำตัวผู้ป่วย โดยรังสีแพทย์จะช่วยแพทย์ตัดสินใจเลือกการตรวจภาพวินิจฉัยที่เหมาะกับตัวผู้ป่วย แปลผลภาพวินิจฉัยเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำมากที่สุด
  • นำเทคนิคภาพวินิจฉัยนำทางมาใช้ในการรักษาโรคโดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น การรักษาหลอดเลือดโป่งพอง, มะเร็งบางชนิดและการตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำไปวินิจฉัย เป็นต้น ศัพท์ทางการแพทย์จะเรียกสาขานี้ว่า interventional radiology
  • ทำการเปรียบเทียบระหว่างภาพวินิจฉัยกับการตรวจวินิจฉัยด้วยการใช้เทคนิคอื่นๆ เพื่อให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำมากขึ้น
  • ให้คำแนะนำการรักษาที่คิดว่าเหมาะสมรวมทั้งการตรวจวินิจฉัยด้านอื่นๆผ่านทางแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย
  • คอยควบคุมดูแลแและตรวจสอบงานที่นักรังสีแพทย์ที่ทำหน้าที่ถ่ายภาพวินิจฉัยของผู้ป่วย

ฉะนั้นหากเมื่อไหร่ที่แพทย์ผู้ดูแลแจ้งว่าได้พิจารณาภาพวินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นย่อมหมายถึงว่าแพทย์ได้ทำการตรวจดูรายงานภาพวินิจฉัยร่วมกับรังสีแพทย์แล้ว

Interventional radiology คืออะไร ???

Interventional radiology หรือ รังสีร่วมรักษาเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วย ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจชนิดพิเศษเฉพาะทางการแพทย์ ส่องเข้าไปในร่างกายเพื่อให้เห็นสภาพพยาธิ หลังจากนั้นก็อาศัยการมองเห็นจากเครื่องมือตรวจพิเศษต่างๆมาใช้เป็นตัวชี้นำเพื่อให้สามารถนำเครื่องมือเล็กๆ เช่น ท่อกลวง (catheter) ,เข็ม หรืออุปกรณ์ใดๆ ไปทำการรักษาพยาธสภาพดังกล่าวให้ได้ผลประหนึ่งเหมือนการผ่าตัด ซึ่งเครื่องมือที่นำมาใช้ในการตรวจพิเศษนี้จะ อาทิเช่น เครื่องตรวจรังสีเอ็กซ์ (x-ray), เครื่องส่องตรวจ (Fluoroscopy-DSI หรือ DSA, เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound – US), เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography -CT), เครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI) เป็นต้น ในปัจจุบันนี้นิยมใช้เครื่องมือ Fluoroscopy, US และ CT มากกว่าเครื่องมือชนิดอื่น เนื่องจากบางเครื่องมือยังมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ และอยู่ในช่วงของการทดลองเป็นส่วนใหญ่ เช่น เครื่อง MRI

ใครคือผู้ที่จะมาทำหน้าที่แพทย์รังสีร่วมรักษา ???

แพทย์ที่มีหน้าที่ในการตรวจรักษาโดยเทคนิคของรังสีร่วมรักษา ก็คือ รังสีแพทย์ที่ได้ผ่านการอบรมแพทย์ประจำบ้านในสาขาวิชารังสีวินิจฉัย หรือรังสีวิทยาทั่วไป รวมทั้งต้องได้รับใบวุฒิบัตรหรืออนุบัตรด้วย นอกจากนั้นรังสีแพทย์กลุ่มนี้จะได้รับการเข้าฝึกอบรมเพิ่มเติม (fellowship training) ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับวิชารังสีร่วมรักษา จึงจะสามารถให้การรักษาผู้ป่วยด้วยการใช้เทคนิคของรังสีร่วมรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รังสีร่วมรักษาให้บริการตรวจอะไรได้บ้าง ???

  • ใช้รังสีร่วมรักษา (interventional radiology) ในการรักษาโรค เช่น รักษามะเร็งตับ ด้วยการใช้คลื่นความร้อนผ่านผิวหนัง (RFA หรือ MWA) แล้วสอดเข็มเข้าสู่หลอดเลือดของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เกิดโรค และนำเครื่องมือ อย่างเช่น อัลตร้าซาวน์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในการนำทางเข้าไป เพื่อที่จะได้มีความแม่นยำมากขึ้นในการรักษา ส่งผลให้เซลล์มะเร็งตายอย่างถาวร
  • ใช้ในการเจาะชิ้นเนื้อโดยการใช้ภาพวินิจฉัยนำทาง (Image Guide Percutaneous Biopsy)

แต่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกคนจะสามารถใช้การรักษาแบบรังสีร่วมรักษาได้ทุกคน เพราะบางโรคก็มีข้อยกเว้นห้ามใช้การตรวจด้วยรังสีร่วมรักษาโดยเด็ดขาด มาดูกันดีกว่าคะ ว่ามีข้อห้ามกับคนที่เป็นโรคอะไรบ้าง

  • ผู้ป่วยที่มีสภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจเต้นผิดปกติ
  • ผู้ป่วยที่เกลือแร่ในร่างกายขาดความสมดุล
  • ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้สารทึบรังสีอย่างรุนแรง
  • ผู้ป่วยที่พบว่ามีภาวะไตบกพร่อง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะไตบกพร่อง
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ระยะเวลาที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือดนานกว่าปกติ เกล็ดเลือดต่ำ
  • ผู้ป่วยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี
  • สตรีมีครรภ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีรังสีแพทย์จำนวนไม่มากเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงเรียนแพทย์หรือตามโรงพยาบาลใหญ่ๆในกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย หากได้รับการสนับสนุนคาดว่าประเทศเราจะมีรังสีแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน